115 หลักการของ CONCONI

ประวัติศาสตร์ 1980 – 1990

การบันทึกสถิติโลกระยะทางต่อชั่วโมงบนสนามแข่ง

ศาสตราจารย์ Francesco Conconi จากประเทศอิตาลี ได้กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากการคิดค้นหลักการฝึกฝนแนวทางใหม่ เขาได้เตรียมความพร้อมของ Francesco Moser สำหรับการแข่งในกรุงเม็กซิโกซิตี้ ที่ระดับความสูง 2,240 เมตร เพื่อเอาชนะสถิติโลกของ Eddy Merckx โดยก่อนหน้านี้ Merckx สามารถปั่นได้ระยะทาง 49,431 เมตร ในปี 1972, และ Moser สามารถทำลายสถิติได้สองครั้งภายในช่วงเวลาไม่กี่วันในปี 1984  ในการทำลายสถิติครั้งแรก เขาสามารถเอาชนะขีดจำกัด 50 กม. โดยเขาทำได้ 50,808 เมตร สองวันต่อมาเขาสามารถทำระยะทางได้ถึง 51,151 เมตร  บันทึกสถิตินี้เป็นผลมาจากการปฏิวัติหลักการฝึกแบบใหม่ของ Conconi และความสำเร็จของ Moser ทำให้แนวทางการฝึกแบบใหม่นี้ได้กลายเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมมากอย่างรวดเร็ว

115-1
Francesco Moser 51.151 m                  ศาสตราจารย์ Francesco Conconi                 Eddy Merckx Merckx 49.431 m

Conconi ใช้ความสัมพันธ์ระหว่าง ความเข้มของการออกแรงทางกายภาพ กับ อัตราการเต้นของหัวใจ เขาสังเกตเห็นว่าระหว่างการออกกำลังกายอย่างเข้มข้น ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเต้นหัวใจกับความเข้มของการเล่นกีฬา ไม่ได้เป็นไปในลักษณะของความสัมพันธ์แบบเชิงเส้นอีกต่อไป โดยเส้นตรงจะแสดงให้เห็นถึงการเโก่งงอเมื่อมีการออกแรงทางกายภาพอย่างเข้มข้น หรือกล่าวคือ ความเข้มข้นของการเล่นกีฬายังอาจเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเต้นหัวใจไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อถึงจุดหนึ่ง การโก่งงอนี้ได้ถูกเรียกว่า จุดเบี่ยงเบนอัตราการเต้นหัวใจ (heart rate deflection point)

115-2

ความเข้มของการออกกำลังที่จุดเบี่ยงเบนอัตราการเต้นหัวใจ คือ ระดับความเข้มการออกกำลังสูงสุดที่ยังเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ภายใต้ระบบอาศัยออกซิเจน จุดโก่งงอบนเส้นโค้งเป็นตัวบ่งชี้ว่าอัตราการเต้นหัวใจหรือความเข้มของการออกกำลัง เช่น ความเร็วของการเดินหรือการปั่นจักรยาน ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบการจ่ายพลังงานโดยอาศัยออกซิเจน (aerobic) ไปเป็นระบบไม่อาศัยออกซิเจน (anaerobic) การใช้วิธีการนี้ของ Conconi สามารถบ่งชี้ได้อย่างแม่นยำว่า Moser จำเป็นต้องปั่นด้วยความเร็วเท่าใดในระหว่างการบันทึกสถิติ โดยไม่หมดแรงก่อนเวลาอันควร

จุดโก่งงอแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง จุดเบี่ยงเบนอัตราการเต้นหัวใจ กับ ความเร็วในการวิ่งหรือปั่นจักรยาน Conconi ระบุว่า ความเร็วซึ่งตอบสนองตามความเข้มข้นของการออกกำลัง สามารถคงระดับไว้ได้ในระยะเวลานาน มันคือความเร็วสูงสุดหรืออัตราการเต้นหัวใจสูงสุดซึ่งได้รับพลังงานจากระบบอาศัยออกซิเจน (aerobic) โดยสมบูรณ์*  หากความเร็วเพิ่มขึ้นเกินจุดโก่ง จะเกิดการสะสมของกรดแลคติก นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าระบบจ่ายพลังงานแบบอาศัยออกซิเจนเกิดความล้มเหลวและระบบแบบไม่อาศัยออกซิเจนได้เริ่มต้นการทำงาน ส่งผลให้เกิดการสร้างกรดแลคติก บนพื้นฐานของหลักการนี้ Conconi จึงพัฒนาทดสอบที่ไม่ต้องอาศัยการเก็บตัวอย่างเลือด โดยทำการพิจารณาจุดเบี่ยงเบน

115-3
จุดสีแดงเป็นจุดวัดค่าของการทดสอบ Conconi เมื่อความสัมพันธ์เชิงเส้น หายไป เราจะหาจุดเบี่ยงเบน (DP) โดยในกราฟนี้ DP จะตอบสนองกับ อัตราการเต้นหัวใจที่ HF 188 และความเร็วในการออกกำลังที่ 14.2 กม. / ชั่วโมง

เรื่องราวทางทฤษฎีของ Conconi ดูเหมือนมีความเป็นไปได้และความสำเร็จของการทำลายสถิติโลกโดย Moser ได้สร้างความสนใจอย่างมากในโลกของกีฬา แต่การทดสอบนั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติ นักกีฬาจำนวนมากไม่แสดงให้เห็นว่ามีจุดเบี่ยงเบนเกิดขึ้น และบ่อยครั้งที่ไม่สามารถได้ข้อมูลจากการทดสอบสำหรับใช้เป็นแนวทางในการฝึก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์การกีฬาจากทั่วทุกมุมโลกได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงวิธีการนี้เพิ่มมากขึ้น จากนั้น การทดสอบ Conconi จึงไม่ได้ถูกนำมาใช้อีกต่อไป แต่ยังคงสามารถพบเห็นขั้นตอนการทดสอบของ Conconi ได้บนเว็บไซต์

* ที่จริงแล้วมุมมองนี้ของ Conconi นั้นไม่ถูกต้องและง่ายเกินไป การจ่ายพลังงานไม่ได้เป็นระบบอาศัยออกซิเจนโดยสมบูรณ์ที่จุดเบี่ยงเบน โดยจุดเบี่ยงเบน หรือ ขอบเขตเข้าสู่ระบบไม่อาศัยออกซิเจน คือ ขีดจำกัดบนของพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างระบบ อาศัยออกซิเจน กับ ไม่อาศัยออกซิเจน ดังนั้น จึงมีทั้งการจ่ายพลังงานภายใต้ระบบอาศัยออกซิเจนและไม่อาศัยออกซิเจน โดยมีแลกเตตเกิดขึ้นบางส่วน แต่ร่างกายยังคงสามารถรักษาระดับแลคเตตให้อยู่ในสภาวะคงที่ไว้ได้  ซึ่งคือการเกิดสมดุลระหว่างการเกิดและการแตกตัวของแลกเตต แต่เมื่อความเข้มข้นของการออกกำลังเพิ่มสูงขึ้น การแตกตัวของแลกเตตจะอยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสมและปริมาณแลกเตตจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก