111 พลังงานวิกฤต (Critical Power, CP)

พลังงานวิกฤต คือ พลังงานเฉลี่ยสูงสุด สามารถหาระดับการพัฒนาประสิทธิภาพของนักปั่นได้ด้วยการใช้ค่านี้ โดยการหาค่าพลังงานเฉลี่ยสูงสุดในช่วง 5 วินาที, 10 วินาที, 20 วินาที, 30 วินาที, 1 นาที, 2 นาที, 5 นาที, 10 นาที, 20 นาที, 30 นาทีและ 60 นาที และแปลงค่าเหล่านั้นเป็นเส้นโค้ง จากนั้นจึงสามารถระบุพัฒนาการของนักปั่นได้ตามเป้าหมาย จากเส้นโค้งด้านล่างจะเห็นได้ว่านักปั่นมีความก้าวหน้า

111-1
เส้นโค้งพลังงานวิกฤตของนักกีฬาประเภทต่างๆ สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ นักกีฬาที่มีการเทียบเคียงดังนั้น รวมถึงสามารถติดตามพัฒนาการของนักปั่นหลังการฝึกฝนได้เช่นกัน

พลังงานวิกฤต

ขอบเขตเริ่มต้นระบบการทำงานแบบไม่อาศัยออกซิเจน (Anaerobic Threshold หรือ AT) เป็นปัจจัยสิ่งสำคัญมากสำหรับการปรับระดับความเข้มของการฝึกฝนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของนักปั่นจักรยาน

ค่า AT มีความสัมพันธ์กับระดับความเร็วในการแข่งขันสำหรับนักกีฬาแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการแข่งขึ้นทางลาดชันและแข่งจับเวลา พลังงานที่นักกีฬาสร้างขึ้นในการแข่ง เมื่อทำการเร่งเต็มกำลัง เรียกว่า “พลังงานวิกฤต”

พลังงานวิกฤต หรือ Critical Power ขึ้นอยู่กับ ระยะเวลา ของการออกกำลังของนักกีฬา สำหรับการออกกำลังสั้นๆ เพียงไม่กี่นาทีจะมีการปลดปล่อยพลังงานเฉลี่ยมากกว่า ในขณะที่การออกกำลัง 30-40 นาที การปลดปล่อยพลังงานเฉลี่ยจะน้อยกว่า

ในระหว่างหมวดการฝึกซ้อม, สามารถหาค่า CP ที่ดีที่สุดได้จากการจำลองการจับเวลาขณะขึ้นจากลาดชันเป็นเวลา 15-30 นาที หรือใช้การออกกำลังรูปแบบที่คล้ายคลึงกันบนสนามทางเรียบ นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบระดับพลังงานวิกฤตในระหว่างทำการแข่งขันได้ด้วยเช่นกันผ่านการใช้อุปกรณ์มาตรวัดกำลัง (power meter)

ความสัมพันธ์ระหว่าง ขอบเขตเริ่มต้นระบบการทำงานแบบไม่อาศัยออกซิเจน (AT) กับ พลังงานวิกฤต มีความผันแปรสำหรับนักกีฬาแต่ละคน โดยขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของกล้ามเนื้อ รวมถึงรูปแบบการฝึกฝน

ในการปั่นจักรยานขึ้นทางลาดชันเป็นเวลา 30 นาที นักปั่นส่วนใหญ่จะมีค่า CP 10-30 วัตต์ (watts) ซึ่งสูงกว่าค่า AT จากการวัดที่ 4 มิลลิโมล / ลิตร

แต่มีนักกีฬาจำนวนหนึ่ง เช่น แลนซ์ อาร์มสตรอง ที่สามารในการพัฒนาพลังงานวิกฤต เนื่องจากนักปั่นจักรยานเหล่านี้มีเส้นใยกล้ามเนื้อชนิด Type I ปริมาณสูง ซึ่งเป็นเส้นใยอาศัยออกซิเจนในการทำงานและไม่สามารถทนต่อความเข้มข้นของกรดแลคติกที่เพิ่มขึ้นได้

มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่าง ขอบเขตเริ่มต้นระบบการทำงานแบบไม่อาศัยออกซิเจน (AT) กับ พลังงานวิกฤต (CP) โดยหากนักกีฬาสามารถพัฒนา  AT ให้ดีขึ้น ค่า CP ก็จะเพิ่มขึ้นตาม

ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ใช้ได้กับนักปั่นจักรยานทุกคน แม้ว่ามันอาจได้รับผลกระทบจากรูปแบบการฝึกฝนและลักษณะของการปลดปล่อยกำลังเต็มที่ขณะใช้กำลัง

ควรเริ่มต้นทำการประเมินการระดับพลังงานวิกฤตหลังจากการฝึกอย่างน้อย 8-10 สัปดาห์ เมื่ออวัยวะต่างๆ เกิดการปรับตัวอย่างเหมาะสมสำหรับการฝึก

ในระหว่างฤดูแข่งขัน มันจะมีประโยชน์อย่างมากหากทำการวัดค่าพลังงานวิกฤต รวมถึงค่า AT ในช่วงท้ายของการฝึก 4-5 ชั่วโมง เพื่อใช้สำหรับการจำลองสภาพการแข่ง

แหล่งสะสมไกลโคเจนในตับและกล้ามเนื้อจะเป็นตัวกำหนดความสามารถในการปลดปล่อยพลังงานวิกฤตในช่วงสำคัญของการแข่ง  ซึ่งมักเป็นช่วงที่เข้าใกล้เส้นชัย

การมีปริมาณไกลโคเจนที่พร้อมสำหรับใช้งานในการแข่งรอบสุดท้ายขึ้นอยู่กับว่ามีค่า AT สูงเพีบงใดในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน เนื่องจากปริมาณการใช้พลังงานจะมีระดับเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากนักปั่นมีสภาวะเข้าใกล้ช่วงปลดปล่อยพลังงานวิกฤตในช่วงเริ่มต้นของการขึ้นทางลาดชัน โดยเขาจะสามารถเผาผลาญไกลโคเจนได้มากกว่านักปั่นที่อยู่ในสภาวะต่ำกว่าขอบเขตเริ่มต้นระบบการทำงานแบบไม่อาศัยออกซิเจน (AT)

อ่านเพิ่มเติม:

การใช้การทดสอบค่า CP10 or CP20 ช่วยให้ง่ายต่อการหาค่า ขอบเขตความสามารถในการออกกำลังสูงสุด หรือ Functional Threshold Power (FTP) และค่าอื่นๆ ในโซนการฝึกฝน

111-2
ถ้าเรารู้ค่า FTP เราจะสามารถคำนวณหาโซนระดับความเข้มข้นในการฝึกซ้อม อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด และอัตราการเต้นของหัวใจที่จุดผกผัน