106 การฝึกฝนสร้างแบตเตอรี่ฟอสเฟต

ภายในกล้ามเนื้อมีการกักเก็บสารเคมีพลังงานสูง ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อเหล่านี้หดตัว สารแรก คือ อะดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate) หรือ ATP และสารตัวที่สอง คือ ครีเอทีนฟอสเฟต (Creatine Phosphate) หรือเรียกสั้นๆ ว่า CP

ในระหว่างการออกกำลังกล้ามเนื้อ สาร Adenosine Triphosphate จะกลายเป็น อะดีโนซีนไดฟอสเฟต (Adenosine diphosphate) ซึ่งจ่ายพลังงานให้แก่กล้ามเนื้อ

แผนผัง : ATP → ADP + พลังงาน

Creatine Phosphate สามารสร้าง ATP จาก ADP ได้อย่างรวดเร็ว

แผนผัง : ADP + CP → ATP + Creatine

คุณสมบัติแบตเตอรี่ฟอสเฟต :

ปริมาณ  ATP และ CP ภายในเซลล์กล้ามเนื้อจะถูกจำกัด
ค่า ATP และ CP รวม จะหมดลง หลังจากการออกกำลังสูงสุด 6-8 วินาที
แบตเตอรี่ฟอสเฟตไม่จำเป็นต้องอาศัยออกซิเจนและไม่มีการก่อตัวของแลกเตต
พลังงานที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบนี้มีความพร้อมสำหรับการใช้งานโดยตรง
ในระบบนี้มีความสำคัญสำหรับการเพิ่มพลังงานอย่างเข้มข้นในระยะสั้น
ในการปั่นจักรยาน การฝึกสร้างแบตเตอรี่ฟอสเฟตมาเป็นอย่างดี มีผลต่อการชนะหรือแพ้

การสังเคราะห์ซ้ำ ATP และ CP

กระบวนการสังเคราะห์ซ้ำสารพลังงานสูง (ATP และ CP) เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่  ATP และ CP ที่กักเก็บไว้ได้ถูกใช้ออกไป มันจะถูกเติมหลังจากหยุดออกกำลัง กระบวนการเติมนี้เกิดขึ้นมากกว่า 70% หลังจากผ่านไป 30 วินาทีและจะใช้เวลา 3-5 นาที ในการเติมให้เต็ม 100% อีกครั้ง

ระบบฟอสเฟตสามารถฝึกได้ด้วยการเร่งกำลังระยะสั้นสลับกับช่วงการฟื้นฟู ช่วงการฟื้นฟูควรมีระยะเวลายาวนานมากพอ  หลังจากนั้น จะใช้เวลาไม่นานในการสร้างแบตเตอรี่ฟอสเฟต

Daphne Schippers แชมป์โลก 200 เมตร
การจ่ายสาร ATP และ CP จะหมดลงหลังจากการเร่งความเร็วระยะสั้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงการฟื้นฟู สารเหล่านี้จะถูกเติมหลังจากไม่กี่นาที เมื่อเวลาผ่านไป 30 วินาที การเติมจะเสร็จสมบูรณ์ 70% และหลังจาก 3 ถึง 5 นาที จะมีระดับเกือบ 100%

การพัฒนาระบบฟอสเฟตโดยการฝึกฝน

การฝึกด้านความอดทนร่วมกับการเร่งความเร็วระยะสั้นจะช่วยเพิ่ม  ATP และ CP  โดยการออกกำลังด้วยการเร่งความเร็วระยะสั้นจะช่วยเพิ่มเอนไซม์ที่ทำหน้าที่แตกตัวและสร้าง ATP การแตกตัว ATP ได้อย่างรวดเร็วหมายถึงการได้รับพลังงานเร็วขึ้น หลักสูตรการฝึกฝนนี้ช่วยให้สามารถกักเก็บ ATP และ CP เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กระบวนแตกตัวและก่อจะรวดเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน

การเร่งความเร็วระยะสั้นโดยใช้ความเร็วสูงสุดจะส่งผลให้การจ่ายฟอสเฟตพลังงานสูงหมดไปภายในไม่กี่วินาที ความสามารถในการเร่งความเร็วระยะสั้นสามารถถูกฝึกได้ดีที่สุดผ่านการใช้วิธีออกกำลังเป็นช่วง ด้วยการทำซ้ำหลายครั้ง  ที่จริงแล้วการออกกำลังด้วยการเร่งความเร็วระยะสั้นไม่ถือว่าเป็นการออกกำลังเป็นช่วง เนื่องจากมีช่วงการฟื้นฟูใกล้เคียงกับการพักผ่อนโดยสมบูรณ์ ความเข้มข้นของการเร่งความเร็วระยะสั้นอาจอยู่ในระดับสูงสุดหรือเกือบสูงสุด โดยที่ความเร็วสูงสุด อาจใช้เวลา 6-8 วินาที และที่ความเร็วเกือบสูงสุด อาจใช้เวลา 20 วินาที จุดสำคัญคือการปลดปล่อยการกักเก็บฟอสเฟตพลังงานสูงไปทั้งหมดโดยไม่เกิดการสะสมตัวของแลกเตต ในการปั่นจักรยาน จำเป็นต้องใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะถึงความเร็วสูงสุดเมื่อเริ่มต้นจากศูนย์ สิ่งสำคัญอย่างมากคือระยะเวลาฟื้นฟูจำเป็นต้องยาวนานเพียงพอในระหว่างสองช่วงของการเร่งความเร็วระยะสั้น หรือกล่าวคือ เนื่องจากการเติมฟอสเฟต, ATP และ CP ต้องอาศัยเวลาบางส่วน ในอีกด้านหนึ่งคือเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดแลกเตต  ระยะเวลาของการฟิ้นฟู คือ 3-5 นาที แต่จะดีกว่าหากเวลามากขึ้น

ระหว่างช่วงการออกกำลัง ATP – CP ได้ถูกเติมในช่วงของการฟื้นฟู เส้นบนสุด คือ การเติม ATP-CP ผ่านการฟื้นฟูที่สมบูรณ์ เส้นล่าง คือ การเติม ATP-CP ผ่านการฟื้นฟูที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การออกกำลังเบา ๆ

สถานการณ์ในอุดมคติ คือ ไม่มีการออกกำลังใดๆ ในระหว่างช่วงการฟื้นฟู การพักผ่อนอย่างสมบูรณ์ช่วยให้สามารถเติม ATP – CP ได้เร็วขึ้น การออกกำลังแม้เพียงเบาๆ จะทำให้การบวนการสังเคราะห์ซ้ำ ATP – CP ช้าลง ซึ่งจะก่อให้เกิดระบบแลกเตตในการเร่งความเร็วระยะสั้นรอบถัดไป ทำให้ไม่สามารถรักษาการออกกำลังรูปแบบนี้ไว้ได้

การฝึกระบบฟอสเฟตไม่สามารถใช้แนวทางหรือทำการปรับแก้โดยอาศัยการบันทึกอัตราการเต้นหัวใจ แต่การวัดระดับแลกเตตอาจสามารถนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าความเข้มข้นของแลกเตตไม่สูงเกินไป