094 การฝึกกำลังช่วยเพิ่มสมรรถภาพด้านความต่อเนื่อง (Duration Performance) ของการปั่นจักรยานและการวิ่ง

การฝึกกำลังด้วยแรงต้าน (resistance) สูงผสมกับการฝึกความอดทนตามปกติ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของนักปั่นจักรยานและประสิทธิภาพการวิ่ง (running economy) ของนักวิ่ง  นักวิ่งยังสามารถฝึกพละกำลังแบบระเบิดได้ด้วย (explosive power training) แต่จะใช้ไม่ค่อยได้ผลกับนักปั่นจักรยาน

ในกีฬาที่ต้องอาศัยความอดทน  ค่าความสามรถในการนำออกซิเจนไปใช้สูงสุด  (VO2 max) เป็นปัจจัยที่สำคัญ  นอกจากนั้น พลังงานที่ต้องใช้ ณ ความเร็วหนึ่งๆ, กำลังสูงสุด (Wmax) ของนักกีฬา และระดับแลกเตตสูงสุด (maximum lactate level) ก็สำคัญเช่นกัน  นักกีฬาประเภท endurance มักจะคิดว่าการฝึกกำลังอาจจะส่งผลเสียต่อความอดทนของพวกเขา  Rønnestad และ Mujika ได้ศึกษานักปั่นจักรยานและนักวิ่งหลายคนเพื่อจะหาคำตอบว่าการฝึกกำลังจะส่งผลบวกหรือลบต่อสมรรถภาพด้านความต่อเนื่อง

พวกเขาได้ศึกษางานวิจัยหลากหลายประเภทเกี่ยวกับผลของการฝึกกำลังร่วมกับการฝึกความอดทนต่อสมรรถภาพด้านความอดทนของนักกีฬาในขณะวิ่งหรือปั่นจักรยาน  พวกเขาแบ่งการฝึกกำลังออกเป็นสองลักษณะ คือการฝึกแบบระเบิด (explosive) และการฝึกแบบความต้านทานสูง (high resistance)  เมื่อนักกีฬาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วที่ความต้านทานต่ำ (สูงสุดคือ 60% ของ 1 RM) กำลังที่ใช้นั้นคือการระเบิด  ในการฝึกกำลังแบบความต้านทานสูง นักกีฬาจะต้องเอาชนะความต้านทานสูงให้ได้ (1-15 เท่าของ 1 RM)

บทความของ Rønnestad และ Mujika แสดงว่าการฝึกกำลังสามารถพัฒนาการทำงานของกล้ามเนื้อได้ เนื่องจากกำลังสูงสุดของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ไม่ว่านักกีฬาจะเลือกฝึกฝนแบบใดก็ตามก็สามารถเพิ่มสมรรถภาพด้านความต่อเนื่องในการวิ่งได้  แต่สำหรับนักปั่นจักรยานแล้ว การฝึกด้วยความต้านทานสูงนั้นเหมาะสมกว่าการฝึกแบบระเบิดมากในการที่จะพัฒนาสมรรถภาพการปั่นจักรยาน   บทความวิจัยอื่นๆ บางชิ้นก็กล่าวถึงการเพิ่มของค่าแลคเตตสูงสุดในนักกีฬาประเภท endurance ที่ผ่านการฝึกกำลังด้วย  ดูเหมือนว่าการฝึกกำลังอย่างหนักสำหรับนักปั่นจักรยานจะมีผลดีต่อ กำลังสูงสุด (Wmax) ซึ่งหมายถึงความเร็วสูงสุดในการปั่นเต็มแรง (maximum sprint speed) ที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง  อย่างไรก็ตาม การศึกษาทุกชิ้นไม่ได้พบผลดีไปเสียทั้งหมด  Rønnestad และ Mujika คิดว่าเรื่องนี้มีสาเหตุมาจากการทดสอบขั้นสุดท้ายใช้เวลาน้อยเกินไป (การออกกำลังแบบต่ำกว่าระดับสูงสุด (submaximal exercise) เป็นเวลา 4-5 นาที) สำหรับหาความแตกต่างระหว่างนักกีฬาฝึกพละกำลังและนักกีฬาที่ไม่ได้ฝึกนั้น

สรุป

การฝึกพละกำลังร่วมกับการฝึกความอดทนมีผลทางบวกต่อสมรรถภาพด้านความอดทนของนักกีฬาทั้งในการปั่นจักรยานและการวิ่ง  นักกีฬาจะต้องเริ่มฝีกพละกำลัง 2 ครั้งต่อสัปดาห์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นของฤดูการแข่งขัน  จากนั้นนักกีฬาสามารถรักษาผลทางด้านบวกของการฝึกฝนพละกำลังในระหว่างฤดูการแข่งได้โดยการเล่นเวทเพียงสัปดาห์ละครั้ง  ไม่พบการศึกษาชิ้นใดที่แสดงว่าการฝึกกำลังจะมีผลเสียต่อสมรรถภาพของนักกีฬาแม้แต่กรณีเดียว