089 ตารางแสดงการปรับตัวของร่างกาย

การปรับตัวทางชีวภาพและศักยภาพที่คาดว่าน่าจะเป็นไปได้

จำนวนเครื่องหมายบวก ยิ่งมากยิ่งปรับตัวได้ดี

การปรับตัว:

การฝึกทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้สมรรถภาพดีขึ้น และส่งผลทำให้คุณทนทานต่อความเหนื่อยยากเวลาต้องทุ่มเทแรงกายมากขึ้น

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำเลือด:

การที่ระดับน้ำเลือดเพิ่มขึ้นนั้นถือเป็นการปรับตัวอย่างหนึ่งของร่างกายเพื่อให้มีความทนทานต่อการฝึกมากขึ้น ในเลือดของมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดง 45% และน้ำเลือดอีก 55% ตามสัดส่วนคร่าวๆ

089-2

ฮีมาโตคริตคือการตกผลึกของเซลล์เม็ดเลือดแดง อย่างเช่นในตัวอย่างของเรา ค่าฮีมาโตคริตอยู่ที่ 45%

และหากจะถามว่า ทำไมพอฝึกร่างกายไปสักระยะแล้วระดับน้ำในเลือดถึงต้องเพิ่มขึ้นด้วย? คำตอบก็คือว่า เพราะเมื่อระดับน้ำเลือดเพิ่มขึ้นแล้ว ความเข้มข้นของเลือดก็จะต่ำลงทำให้ง่ายต่อการไหลผ่านเส้นเลือดฝอยซึ่งมีขนาดเล็กมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกล้ามเนื้อ และภายในเส้นเลือดฝอยนี้ เลือดจะคอยลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นต่อกล้ามเนื้อ และนอกจากนี้ยังคอยดูดซึมคาร์บอนไดออกไซด์และของเสียจากร่างกายด้วย ฉะนั้นแล้ว ถ้าความเข้มข้นของเลือดต่ำลง การแลกเปลี่ยนสารอาหารและของเสียในเส้นเลือดฝอยก็จะง่ายขึ้น หรือสรุปก็คือ พลังงานจะถูกกักเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อได้สะดวกขึ้น

ปริมาณเลือดจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายได้รับการฝึกฝนแบบฝึกความอดทน หรือฝึกความสูงซึ่งเป็นวิธิยอดนิยมในหมู่นักปั่นมืออาชีพ โดยเมื่อร่างกายอยู่ที่ความสูงเกิน 2500 เมตรแล้ว ระดับน้ำเลือดจะเพิ่มขึ้นเยอะมาก

ส่วนระดับน้ำเลือดจะลดลงหลังการถ่ายเลือดหรือการให้ EPO หากเป็นกรณีนั้นเซลล์เม็ดเลือดแดงจะเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าระดับน้ำเลือดเพิ่ม เซลล์เม็ดเลือดแดงก็จะน้อยลง และถ้าระดับน้ำเลือดลดลง เซลล์เม็ดเลือดแดงจะเพิ่มขึ้น

การเพิ่มขึ้นของไมโทรคอนเดรีย:

ไมโทรคอนเดรียเป็นแหล่งผลิตพลังงานขนาดเล็กที่อยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อ ยิ่งร่างกายคุณผ่านการฝึกมากเท่าไหร่ ไมโทรคอนเดรียก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายคุณได้รับพลังงานเพิ่มมากขึ้นด้วย

การเพิ่มประสิทธิภาพของจุดเริ่มต้นแอนาโรบิค:

หลังจากผ่านการฝึกไปสักระยะหนึ่ง ค่า FTP หรือค่าพลังงานตั้งต้นก็จะเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าความเข้มข้นของพลังงานจะถูกผลิตขึ้นในจุดเบี่ยงเบนมากกว่าเดิม

การเพิ่มขึ้นของปริมาณเลือดส่งออกจากหัวใจต่อนาที

ค่า HMV = ปริมาณเลือดสูบฉีดต่อครั้ง x ชีพจร
ปริมาณเลือดสูบฉีดต่อครั้งจะเพิ่มขึ้นได้ด้วยการฝึกความอดทน ฉะนั้นหัวใจของนักกีฬาจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าคนที่ไม่ได้ผ่านการฝึก
ปริมาณเลือดส่งออกจากหัวใจ ขณะพัก 5 ลิตร/ นาที ปริมาณเลือดสูบฉีดต่อครั้งของนักกีฬาอาจจะมากกว่าคนที่ไม่ได้รับการฝึกฝนร่างกายถึง 2 เท่า เป็นไปได้ว่าอาจจะขึ้นถึง 40 ลิตรต่อนาที

การเพิ่มขึ้นของไกลโคเจนในกล้ามเนื้อ

ปริมาณไกลโคเจน ซึ่งเป็นพลังงานสำคัญของกล้ามเนื้อนั้น จะเพิ่มขึ้นได้มากในร่างกายของนักกีฬาที่ผ่านการฝึกความอดทนอย่างหนักหน่วง นอกจากนี้นักกีฬาที่ฝึกร่างกายมาอย่างดีจะใช้ประโยชน์จากการเผาผลาญไขมันได้ดีกว่าคนทั่วไป โดยเมื่อระดับความเข้มข้นของพลังงานสูงขึ้นแล้ว นักกีฬาถึงจะค่อยเริ่มบริโภคไกลโคเจน ฉะนั้นพวกเขาเลยได้ประหยัดพลังงานในส่วนนี้ไว้ใช้สำหรับการแข่งขันรอบสุดท้าย ถือเป็นการได้เปรียบเพื่อนร่วมการแข่งขันคนอื่นๆที่ผลาญไกลโคเจนของตนเองก่อนหน้านี้ไปแล้ว  ส่วนบรรดาลูกทีมที่ไม่ค่อยจะตามหัวหน้าทีม มักจะบริโภคไกลโคเจนกันไปก่อน ในขณะที่หัวหน้าทีมจะบริโภคเฉพาะไขมัน แล้วเก็บไกลโคเจนไว้ใช้เป็นพลังงานในการแข่งขันรอบสุดท้าย จึงมีข้อคิดจากนักปั่นว่า “จงกินแรงเพื่อนร่วมทีมหรือคู่แข่งก่อนซะให้เรียบ ก่อนที่จะมากินแรงตัวเองทีหลัง”

การเพิ่มขนาดของเซลล์เส้นใยกล้ามเนื้อชนิดหดตัวช้า:

เส้นใยกล้ามเนื้อชนิดหดตัวช้า (type I fibers) จะมีขนาดที่ใหญ่และแข็งแรงขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะทำให้สมรรถภาพแอโรบิคเพิ่มขึ้นด้วย เส้นใยกล้ามเนื้อประเภทนี้จะใช้ไขมันเป็นพลังงานหลัก(ไตรกลีเซอไรด์) นอกจากนี้ เส้นใยกล้ามเนื้อชนิดหดตัวช้ายังไปสลายแลคติค ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดสภาวะเป็นกรดในภายหลัง

กล้ามเนื้อประเภท 2x เปลี่ยนไปเป็นประเภท 2b:

คือการเปลี่ยนประเภทไปเป็นกล้ามเนื้อ 2b ซึ่งเป็นประเภทที่มีความเร็วสูง โดยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อฝึกฝนกล้ามเนื้อประเภทแรกอย่างฉับไว

ความแตกต่างของเส้นใยกล้ามเนื้อโครงร่างแต่ละประเภท

การเพิ่มขึ้นของค่า VO2 max:

ค่า VO2 max จะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อผ่านการฝึกฝนร่างกายแล้วเช่นกัน โดยหากรู้ค่าเอฟทีพีแล้ว จะยิ่งคำนวนค่า VO2 max ได้ง่าย ค่าเอฟทีพีสูงสุดที่คาดว่าน่าเป็นไปได้คือ 6.4 วัตต์ต่อกิโลกรัม สอดคล้องกับค่า VO2 max ที่มากกว่า 88 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัมต่อนาที  อ้างอิงจากสูตร ADV=0.072xVO2 max

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขค่าดังกล่าวมีแต่แชมป์ระดับโลกเท่านั้นที่จะทำได้ ส่วนค่า VO2 max  หากฝึกฝนดีๆจะสามารถขึ้นสูงได้ถึง 30% แต่นักกีฬาส่วนมากจะยังทำค่านี้ได้ไม่ถึง 88 แม้ว่าจะฝึกฝนหลายปีแล้วก็ตาม แต่สาเหตุคือมีทักษะตั้งต้นเชื่องช้ามาก ซึ่งจริงๆแล้วตรงนี้เป็นปัจจัยดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาทางพันธุกรรม

การเพิ่มขึ้นของฟอสเฟตพลังงงาน เอทีพี และ ซีพี
การเพิ่มขนาดของเส้นใยกล้ามเนื้อชนิดหดตัวเร็ว
การเพิ่มขึ้นของแรงกล้ามเนื้อร่วมประสาท
การเพิ่มขึ้นของการระเบิดพลัง