088 สิงห์นักบิด = ฆาตกรในสายตาสาธารณะชน

เรียบเรียงโดย: Hans Strijbosch

สัมภาษณ์โจซ เฮเยิน เรื่อง “การแข่งซูเปอร์ไบค์”

สิ่งที่โจซ เฮเยินสังเกตได้คือ นักขี่มอเตอร์ไซค์หลายคนมักจะถูกต่อว่าอยู่เสมอว่าเป็นตัวก่อเรื่อง ทำให้เกิดอุบัติเหตุในการแข่ง รวมถึงกรณีเหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับอันทวน เดอมัวทีด้วย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโจชก็ถูกโห่ไล่ตลอด แล้วผมเองก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรง

เรื่องเกิดขึ้นในงานแข่งจักรยาน “ทัวร์ ออฟ ฟลันเดอส์” ที่เบลเยี่ยม ตอนนั้นโจซจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ที่ข้างถนน หลังจากนั้นช่างภาพของเขาที่นั่งซ้อนเบาะหลังมาก็ลงไปถ่ายภาพเก็บบรรยากาศรอบๆ และในขณะที่โจซกำลังยืนรออยู่นั่นเอง เขาก็ได้ยินเสียงฝูงชนโห่ไล่ก่อนจะมีเสียงตะโกนตามมา และเมื่อเพ่งเล็งดูดีๆ เขาถึงได้รู้ว่าฝูงชนกำลังหมายไล่เขาอยู่นี่เอง

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน อันทวน เดอมัวที สิงห์นักบิดชาวเบลเยี่ยมเกิดอุบัติเหตุรถล้มระหว่างงานแข่งจักรยานข้างถนน “จอง เวเวลเกว็ม” เนื่องจากนักขี่อีกคนที่อยู่ข้างหลังเขาไม่สามารถหักหลบเขาได้ จึงเกิดการชนกันขึ้นอย่างน่ากลัว หลังจากนั้นมุมมองของสาธารณะชนที่มีต่อนักกีฬาประเภทนี้จึงเปลี่ยนไป

“ใครๆก็มองเราเป็นเหมือนฆาตกร” โจซกล่าว

088-1

เรื่องไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่โจซยังถูกเรียกให้หยุดกลางถนนด้วย หลังจากนั้นฝูงชนก็พากันรุมถามเขาต่อว่า “โจซ! นายใช่ไหมที่เป็นคนทำให้นักขี่มอเตอร์ไซค์คนนั้นต้องตาย?” บอกเลยว่าครับว่าผมรู้สึกหดหู่จริงๆ คือผู้คนเขาน่าจะเข้าใจกันหน่อยว่า ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก พวกเราก็พยายามทำงานของเราเพื่อพวกเขาเหมือนกัน ส่วนพวกเขาเองก็อยากจะได้ภาพการแข่งขันที่สวยๆกันไม่ใช่หรือ?

จอง เวเวลเกว็ม

โจชเองก็ร่วมขี่ในงานนี้ด้วย เพื่อเป็นสิงห์นักบิดให้กับช่างภาพชาวอิตาลีคนหนึ่ง สักพักหลังจากที่ทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว โจชก็ได้ยินเสียงอุบัติเหตุชวนสยองในครั้งนั้น ซึ่งแม้ว่าเขาจะไม่เห็นตัวคนที่อัดปะทะกับอันทวนก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่เขาคิดแน่ๆคือ คิวต่อไปอาจจะเป็นเขาก็ได้

ตลอดเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา โจซถูกช่างภาพหลายคน ทั้งที่มาจากสำนักข่าวและสถานีโทรทัศน์ จ้างให้เป็นสิงห์นักบิดให้ ล่าสุดเขามีโอกาสได้เข้าร่วมงานอัมสเตล โกลด์ เรส ให้ช่องโทรทัศน์ของเนเธอร์แลนด์  โดยขี่อยู่ในทีม 3 และระหว่างนั้นมีกล้องตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่เสมือนเครื่องดูดฝุ่นไม่มีผิด คือคอยดูด บันทึกภาพเหตุการณ์ทุกอย่างที่ทีม 1 (ทีมนำ) และทีม 2 (ทีมหลัก) ทำเอาไว้

ในวงการสิงห์นักบิดแล้ว โจช ผู้ซึ่งเคยเป็นอดีตนักปั่นจักรยานมือสมัครเล่นมาก่อน เป็นที่เคารพนับถือของใครหลายๆคนมากด้วยเรื่องความเข้าใจของเขาที่มีต่อการแข่ง แถมยังไม่เคยล้มหัวคะมำ ทำให้เพื่อนร่วมวงการจากอีกทีมหนึ่งซึ่งไม่ใกล้ไม่ห่างกันมากนัก อดที่จะพูดไม่ได้ว่า “เราคือผู้พิชิตการแข่ง”

ความอิจฉาเล็กๆ

เมื่อไม่นานมานี้ โจซเพิ่งจะขายรถของเขาให้กับบริษัทรับซ่อมไป จนตอนนี้ได้มาเป็นสิงห์นักบิดแบบเต็มตัว มุมมองที่น่าทึ่งในการแลกเปลี่ยนครั้งนั้นคือเขาได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการแข่ง ฌอน เนลลิเซนจึงมักพูดอยู่เสมอว่า “ผมอิจฉาคุณจริงๆเลยโจซ พวกเราแค่นั่งอยู่ในห้องแคบๆ คอยพากษ์การแข่งเท่านั้นเอง แต่คุณสิ คุณได้เป็นหัวใจสำคัญของการแข่งเลยนะ เวลาแข่งผมจะมีความรู้สึกร่วมไปกับนักกีฬา แล้วตอนมาถึงทางลาดลง เขาจะคอยมองตอนคุณแตะเบรคแบบนิ่มๆ ดูแล้วมันเหมือนได้เต้นรำทำเพลงไปด้วยกันเลย”

ซึ่งหากเขาคนนั้นต้องการจะเป็นนักกีฬาเข้าร่วมการแข่ง ก่อนอื่นเขาต้องมีใบอนุญาตจากสมาคมนักปั่นเนเธอร์แลนด์เสียก่อน หรือหากเป็นการแข่งระดับโลกก็ต้องมีประกาศนียบัตรจากสมาคมนักปั่นนานาชาติด้วย จากเท่าที่เรารู้จากโจซมา พวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมากมาย คล้ายๆกับว่าแสร้งปลูกฝังกันไปอย่างนั้นเองว่าควรให้เกียรตินักกีฬา จริงๆแล้วเรื่องแบบนั้นพวกเรารู้กันเองได้โดยไม่ต้องมีใครมาอบรมเสียด้วยซ้ำ

088-2

ประเด็นสำคัญของโจซก็คือว่า เราจะได้ความรู้เกี่ยวกับการแข่งก็จากในการแข่งจริงๆเท่านั้น ไม่ใช่การเรียนในชั้นเรียน  ช่างภาพจะคอยอยากใกล้ชิดเขาตลอด โดยบอกว่าต้องการบริการลูกค้า นักปั่นต้องการความปลอดภัยแถมในระหว่างการแข่งยังต้องถูกคณะกรรมการคอยจับตามองด้วย ซึ่งมันเป็นอะไรที่เครียดมาก ความรู้สึกแบบนี้มันจะเกิดขึ้น วนเวียนอยู่ระหว่างแข่งกันในสนาม

นอกจากนี้ โจซยังบอกด้วยว่า สิงห์นักบิดเก่งๆส่วนใหญ่มักจะมาจากฝรั่งเศส บางคนก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบนเทือกเขาพิเรนีส อยู่เสียจนรู้จักก้อนกรวดทุกก้อนในละแวกนั้น คือเก่งมากจริงๆ

คนที่พร่ำสอนโจซมากที่สุดก็คือผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ชื่อมาร์ติน ลินเดนเบิร์ก หลังจบการแข่งแล้วเขาเรียกทุกคนเข้าไปในห้องพักของเขาในโรงแรมเพื่อประมวลผลการแข่ง แต่จะแย่หน่อยเวลาที่ช่างภาพเผลอจับภาพมุมหลังมาแล้วมีคนติดเข้าไปด้วย ทำให้อาจจะอดฉุนไม่ได้ว่า จะมาถ่ายทำสวรรค์อะไรไม่ทราบ?

ส่วนการตายของอันทวนถือเป็นการพลิกมุมมองครั้งใหญ่ ทำให้สิงห์นักบิดหลายคนเกิดความเครียด เพราะอุบัติเหตุเช่นนั้นไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากในงานแข่งชื่อวูเอลต้า นักกีฬาชื่อปีเตอร์ เซแกนถูกมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งชนจนร่วง เหมือนที่เกิดขึ้นกับเกรก แวน อาเวอร์เมท ในคัวร์เน่-บรุสเซล-คัวร์เน่ และในสติก เบริคส์ ไม่มีผิดเพี้ยน

โจซเห็นด้วยกับประเด็นสำคัญ ที่ว่าในสนามแข่งนั้นมีจำนวนนักกีฬามากเกินไป “ใช่ครับ การแข่งมันจะราบรื่นกว่านี้ถ้าเกิดว่าไม่มีนักกีฬามาลงแข่เยอะขนาดนี้” เขากล่าว และว่า “แต่เป็นอย่างนี้แล้วทุกคนก็ต้องมีความรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นเลย”

088-3
ตากล้องบางคนก็ทุ่มสุดตัวจริงๆ

โจซกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องของเงินแล้วก็สถานะ จริงๆก็ไม่หนักหนาสาหัสอะไร แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า มีหลายคนคิดแบบนี้ รวมทั้งสำนักข่าวด้วย ซึ่งมันจำเป็นอย่างไร? และประโยชน์ที่จะได้รับคืออะไร? สุดท้ายแล้วคำตอบก็คือ ทำให้มีรูปสวยๆไปขายได้ทั่วโลก ช่างภาพทั้งหลายเองก็ต้องดิ้นรนในการหาเลี้ยงชีพ แล้วถ้าเป็นพวกสปอนเซอร์ในการแข่งล่ะ? แน่นอนว่าใครก็ปฏิเสธเขาไม่ได้ เพราะพวกเขาเป็นเหมือนเสาหลักในสนามซึ่งใครๆก็ล้วนอยากจะเข้าร่วม

โจซคิดว่า สถานการณ์จะออกมาดีกว่านี้ถ้าเกิดว่าทุกทีมมีสมาชิกแค่น้อยคนพอ เพราะยิ่งมีหลายคนมากเท่าไหร่ โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายตามมาก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ประเด็นที่หนีไม่พ้นอีกตามเคยคือรายได้ของทีม ยิ่งสปอนเซอร์เห็นจำนวนนักกีฬามากเท่าไหร่ก็จะยิ่งอยากให้เงินมากขึ้นเท่านั้น เป็นอย่างนี้แล้วใครจะขัดใจได้

สุดท้ายแล้วโจซก็ยอมรับว่า อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา อาจจะฟังดูโหดร้ายหน่อยว่าการตายของอันทวนไม่ได้สอนบทเรียนอะไรให้เราเลย ถ้าหากว่าไม่อยากเจออุบัติเหตุ ก็หมกตัวอยู่แต่ในบ้านนั่นแหละดีที่สุดแล้ว