087-b น้ำเป็นพิษ

แต่ไหนแต่ไรมา ที่เราทุกคนรวมถึงนักกีฬาจำนวนมากด้วย ถูกยัดเยียดความคิดที่ว่า “ดื่มเข้าไปซะ น้ำน่ะ ดื่มซะก่อนที่จะคอแห้งตาย” เข้าสู่สมองจนฝังลึก แต่ความจริงคือการดื่มน้ำมากเกินไปมันอันตรายมากกว่าดื่มน้อยเสียอีก เพราะมันอาจทำให้ความเข้มข้นของเลือดเปลี่ยนไปจากเซลล์ร่างกาย จนสุดท้ายแล้วเกิดปัญหาร้ายแรงตามมา

087b-1
ดื่มได้ แต่ดื่มในปริมาณที่พอดี

เมื่อปี 2550 มีหญิงสาวชื่อเจนนิเฟอร์ สเตรนจ์ เสียชีวิตลงหลังจากที่เข้าร่วมแข่งดื่มน้ำ ซึ่งมีกติกาว่าใครจะดื่มได้มากที่สุดโดยไม่ปัสสาวะออกมา

ตามด้วยปี 2551 หญิงสาวอีกคนชื่อดอว์น เพจ สมองได้รับความเสียหายจากการรักษาบำบัดด้วยน้ำ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะว่านักบำบัดทางเลือดของเธอวินิจฉัยอาการป่วยเธอผิดจนทำให้อาหารเธอแย่ลงเรื่อยๆ

นอกจากนี้ยังมีเด็กนักเรียนชายอีกคนหนึ่งที่ชอบดื่มน้ำ 1 แก้มทุกครั้งเวลาแพ้เกมสำคัญ ซึ่งเขาแพ้บ่อยเลยต้องดื่มบ่อย จนทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปนั้นเป็นพิษต่อร่างกาย โดยเขาต้องถูกพาตัวส่งเข้าแผนกฉุกเฉินหลังจากเกิดอาการลมบ้าหมู แต่ก็รอดชีวิตมาได้แบบเฉียดเส้นยาแดงสุดๆ

ส่วนเด็กเล็กๆที่มีอาการท้องเสียจะยิ่งเสี่ยงต่อภาวะน้ำเป็นพิษมาก เวลาที่พวกเขาได้รับสารประกอบอิเล็กโทรไลต์เกินขนาดแม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ในกลุ่มคนที่ใช้ยาอีเองก็มีความเสี่ยง เนื่องจากพอเสพยาเข้าไปแล้วจะต้องปัสสาวะออกมาในปริมาณมาก ทำให้ยิ่งหิวน้ำ และด้วยการดื่มน้ำปริมาณมากๆอย่างขาดการควบคุม ปริมาณโซเตียมในเลือดจะลดลงจนเกิดภัยร้ายแรงตามมาในบางครั้ง สรุปคือการเสพยาอีเหมือนจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่อง แต่ทว่าสาเหตุจริงๆนั้นมาจากการดื่มน้ำมากเกินไปจนเป็นพิษต่างหาก

กลุ่มเสี่ยงอีกกลุ่มคือพวกนักกีฬาที่แข็งแรงจัด และพวกทหาร เนื่องจากพวกเขาเหล่านี้ต้องผ่านการแข่งขันและซ้อมรบอย่างทรหด แน่นอนว่ายิ่งท่ามกลางอากาศร้อนๆอบอ้าวแล้ว พวกเขาจะต้องเสียเหงื่อ รวมทั้งโซเดียมไปในปริมาณมาก และการชดเชยน้ำในร่างกายที่เสียไปด้วยวิธีเดียวคือดื่มน้ำ อาจมีปัญหางอกตามมาทีหลัง

นักวิ่งมาราธอนเองก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหมือนกัน เมื่อปี 2545 มีนักวิ่งวัย 28 ปีคนหนึ่งเสียชีวิตด้วยภาวะน้ำเป็นพิษในงานแข่งวิ่งมาราธอนที่บอสตัน หลังจากนั้นสมาคมการกีฬาอเมริกันจึงต้องปรับกฎเรื่องการดื่มน้ำระหว่างการแข่งขันเสียใหม่

กลไกของภาวะน้ำเป็นพิษ

ภาวะน้ำเป็นพิษมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของกระบวนการดูดซึม เมื่อระดับโซเดียมในเลือดต้องลดลงผ่านการสูญเสียเหงื่อ และมีการดื่มน้ำเข้าไปในปริมาณสูง ทำให้เลือด…ซึ่งเดิมทีเมื่อเทียบกับเซลล์ในร่างกายแล้วจะเป็นไฮเปอร์โทนิค หรือสารละลายความดันออสโมซิสสูง ต้องกลายเป็นสารละลายความดันออสโมซิสต่ำ หรือไฮโปโทนิคแทน  เหตุการณ์นี้ทำให้ทิศทางของของเหลวเปลี่ยนแปลง ผลที่ได้คือเซลล์จะดูดซับน้ำเข้าไปแล้วมีพองโตขึ้น จนเกิดผลร้ายแรงตามมา

087b-2

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเซลล์ในสมองนี่แหละครับ ที่มันจะดูดน้ำเข้าไปได้มากเวลาระด้บโซเดียมในเลือดอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ภาวะบวมน้ำในสมอง” แรงดันในสมองซึ่งเกิดมาจากที่ว่างในกะโหลกมีน้อย และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั้นเกิดการบีบกัดต่อกัน ทำให้เกิดอาหารปวดศีรษะ โรคลมบ้าหมู หมวดสติ และเสียชีวิตในที่สุด

ลักษณะอาการของผู้ที่ตกอยู่ในภาวะน้ำเป็นพิษ

  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • ความดันเลือดขึ้นสูง
  • ร่างกายเสียสมดุล
  • รู้สึกอ่อนแอ
  • ไม่ค่อยมีแรง
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
  • ปวดศีรษะ
  • อาการหนักขึ้น
  • ร่างกายอยู่ในภาวะโคม่า
  • เสียชีวิตเพราะหยุดหายใจ

การสืบสวนงานแข่งวิ่งมาราธอนที่บอสตัน

หลังการแข่งขัจ นักกีฬาถูกเจาะเลือดไปตรวจทันที โดยผลออกมาว่า 13% ของจำนวนนักวิ่งเกือบ 500 คน ที่ถูกทำการทดสอบนั้นมีภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ และอีก0.6%อยู่ในเกณฑ์ของภาวะดังกล่าวและมีระดับที่ร้ายแรง

เมื่อข้อมูลดังกล่าวถูกนำมาใช้กับจำนวนนักวิ่งที่วิ่งจนครบแล้ว ก็หมายความว่านักวิ่ง 1900 คนมีภาวะโซเดียมในเลือดต่ำเพียงเล็กน้อย ในขณะที่อีก 90 คนที่เหลือมีภาวะดังกล่าวตกอยู่ในขั้นวิกฤติ

ปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ

  • ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย
  • น้ำหนักตัวเพิ่มระหว่างวิ่งมาราธอน
  • เวลาที่นานเกินกว่า 4 ชั่วโมงและผู้เข้าร่วมแข่งขันจะดื่มน้ำทุกครั้งที่หยุดพัก
  • ดัชนีมวลร่างกายต่ำ

การที่น้ำหนักตัวเพิ่มนั้นมีสาเหตุมาจากการดื่มน้ำมากเกินไประหว่างการแข่งขัน จนทำให้เซลล์ในร่างกายเกิดการดูดซึมน้ำขึ้นมา นักวิ่งคนหนึงในบอสตันน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาถึง 4.1 กิโลกรัม จริงๆปกติแล้วถ้าหากนักวิ่งวิ่งจนครบเส้นทาง น้ำหนักควรจะลดมากกว่า ซึ่งหากลดเพียง 1 กิโลกรัมก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าลดมากกว่านั้นนักวิ่งก็ควรที่จะดื่มน้ำมากขึ้น

การที่นักกีฬาดื่มเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬาซึ่งผสมเกลือเล็กน้อย เพื่อรักษาระดับโซเดียมหรือน้ำบริสุทธิ์นั้นยังไม่ใช่เรื่องสำคัญ ผู้สืบสวนระบุว่าปริมาณโซเดียมมีไม่มากพอที่จะทำให้หลบหลีกภาวะน้ำเป็นพิษได้

อันตรายข้อหนึ่งซึ่งมองข้ามไม่ได้เลย คือการที่เจ้าหน้าที่สงเคราะห์เข้าใจผิดต่อเหตุการณ์ที่นักวิ่งวิ่งผ่านเส้นชัยแล้วเกิดอาการเดินโซซัดโซเซ เวียนศีรษะ และปวดศีรษะ พวกเขาจะแนะนำให้ดื่มน้ำก่อนเป็นอย่างแรกเพราะคิดว่าอาการของพวกนักวิ่งเกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งจริงๆการดื่มน้ำในสถานการณ์แบบนั้นจะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าเกิดประโยชน์

เมื่อเป็นดังนี้แล้ว การรักษาภาวะโซเดียมต่ำที่ถูกวิธีคือการคอยดูแลจัดการกับเกลือผ่านสารสะลายในเส้นเลือดดำ ซึ่งสารสกัดจากตรงนี้จะช่วยบีบเอาน้ำออกมาจากเซลล์อีกครั้ง

หากเกิดภาวะสูญเสียน้ำขึ้นเมื่อไหร่ การดื่มเครื่องดื่มนักกีฬาก็เพียงพอแล้ว หรือหากอยู่ในขั้นวิกฤติจริงๆ อีกวิธีรักษาหนึ่งที่ได้ผลมากคือการจัดการกับของเหลวในเส้นเลือดดำ

นอกจากนี้ การจดน้ำหนักตัวของนักวิ่งก่อนเริ่มการแข่งนั้นอาจถือเป็นการตระเตรียมข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่สงเคราะห์ และทางเจ้าหน้าที่เองก็ควรจะดูไว้ด้วย ก่อนที่จะมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นเสียก่อน

หลักเกณฑ์ที่ต้องจำ

น้ำหนักตัวหลังจบการแข่งมีมากกว่าตอนเริ่มแข่ง = ภาวะน้ำเป็นพิษ!!!!
น้ำหนักตัวหลังจบการแข่งเบากว่าตอนเริ่มแข่ง = ร่างกายสูญเสียน้ำ

คำแนะนำ

ในยุโรปจะมีการเตรียมเครื่องดื่มไว้ให้นักวิ่งเป็นจุดๆ ในระยะทุกๆ 5 กิโลเมตรระหว่างการแข่งขัน รวมแล้วก็มีทั้งหมด 8 จุด ส่วนในสหรัฐอเมริกาจะเตรียมไว้ทุกๆ 1 ไมล์ หรือทุก 1600 เมตร รวมแล้วมีทั้งหมด 26 จุด

087b-3
น้ำดื่มเตรียมไว้สำหรับนักวิ่ง
ยุโรป:
  • เตรียมน้ำดื่มไว้ให้นักวิ่ง 8 จุด
  • ดื่มน้ำ 500 มิลลิลิตรก่อนเริ่มแข่ง
  • นักวิ่งจะได้ดื่มน้ำ 1 แก้วทุกจุด
  • ปริมาณน้ำที่นักวิ่งดื่ม = ราว 2 ลิตร
  • 2 ลิตรเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อน้ำที่เสียออกจากร่างกายนักวิ่ง(ราว 3 ลิตร)
  • น้ำหนักลดลง 1 กิโลเมตรถือว่ายังไม่มีอะไรน่ากังวล
บอสตัน:
  • เตรียมน้ำดื่มไว้ให้นักวิ่ง 26 จุด
  • นักวิ่งจะได้ดื่มน้ำ 1 แก้วทุกจุด
  • ปริมาณน้ำที่นักวิ่งดื่ม = ราว 2 ลิตร

คำแนะนำแบบเดิมๆ ที่พยายามโน้มน้าวให้นักกีฬาดื่มน้ำระหว่างที่ต้องใช้แรงมากๆ ดื่มก่อนที่จะหิวน้ำ ควรได้รับการพิจารณาใหม่เสีย นั่นเป็นความคิดที่เชยไปแล้วครับ จะดื่มน้ำทั้งทีควรดื่มเท่าที่จำเป็นจะดีกว่า ซึ่งทั้งหมดนี้อาจมีน้ำหนักตัวช่วงก่อนและหลังออกกำลังกายเป็นตัวกำหนด โดยควรจดข้อมูลเหล่านี้เอาไว้

  • น้ำหนักตัวก่อนและหลังออกกำลังกาย
  • ช่วงเวลาการออกกำลังกาย
  • พิกัด: หากอยู่บนพื้นที่สูง ร่างกายจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ

087b-4

  • สภาพอากาศ
    แห้ง, ร้อน หรือร้อนชื้น และหนาว

087b-5

  • อย่าลืมบันทึกการดื่มน้ำของคุณระหว่างออกกำลังกายด้วย
  • ดื่มไปวิ่งไปดีกว่า อย่าหยุดแวะพักเติมน้ำเป็นจุดๆ

*ดัชนีมวลกาย, บีเอ็มไอ หรือเรียกอีกชื่อว่า ดัชนีเควทเลท

สูตรคำนวน =     น้ำหนักกาย(กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง(เมตร) ยกกำลังสอง

ค่าดัชนีมวลกายระดับไหนถึงจะเรียกว่าสุขภาพดี?
ต่ำกว่า 18.5               = น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
ระหว่าง 18.5–24.9       = นักหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ระหว่าง 25–29.9          = น้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติ
เกิน 30                   = น้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติมาก