081 เปิดจดหมาย “เบรคมรณะ”! จากฟรานซิสโก้ เวนโทโซ นักปั่นหนุ่มชาวสเปน

10 เมษายน 2559

ฟรานซิสโก้ เวนโทโซ

ผมอยู่ในวงการนักปั่นมา 13 ปี ก่อนจะได้ไต้เต้าขึ้นไปเป็นนักกีฬารุ่นเยาว์ รวมแล้วก็เป็นเวลาทั้งหมด 26 ปีที่ผมได้นั่งบนอานจักรยานของตัวเอง ฝึกขี่ทุกวัน เป็นอะไรที่ผมชอบที่สุดเลย คือตั้งแต่สมัยอายุแค่6 ขวบผมก็ชอบแข่งอยู่แล้ว และก็สานต่อเจตนารมณ์ของตัวเองนับตั้งแต่นั้นมา ผมมีความสุขมากจิงๆที่ผมสามารถเปลี่ยนวิชาชีพของตัวเองให้กลายเป็นอาชีพในฝันได้

แล้วก็เหมือนกับกีฬาประเภทอื่นๆแหละครับ การปั่นจักรยานก็ต้องอาศัยเทคนิคพิเศษเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้อย่างที่ตัวเองต้องการ

081-1

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของชิ้นส่วนจักรยานทุกชิ้น แล้วก็เครื่องแต่งกายที่ใช้ในกีฬาชนิดนี้ เริ่มต้นตั้งแต่เหล็ก อลูมิเนียม แล้วก็มาที่คาร์บอน เราเลือกคาร์บอนเพราะมันไม่แข็งไม่เบาเกินไป อย่างที่เราต้องการเลย แล้วเราก็เลิกใช้ที่ล็อกนิ้วโป้งเวลาเหยียบแป้นถีบด้วย คือทำงั้นแล้วมันสบายกว่าเยอะเลย ปลอดภัยกว่าด้วย วันเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ ในขณะที่เราสวมหมวดกันน็อคแบบมีตาข่าย หมวกอันนี้เป็นหมวกแบบใหม่ ใส่แล้วดูดีกว่าเดิม น้ำหนักก็เบา ที่สำคัญคือป้องกันแรงกระแทกได้ดีด้วย

เรื่องเกียร์ผมก็คอยศึกษาพัฒนาการของมันมาตลอดนะ อย่างจักรยานคันแรกของผมก็มีซี่ล้อซี่เดียว มีเฟือง 3 ตัว ทุกวันนี้ เราเปลี่ยนมาใช้ซี่ล้อ 2 ซี่ บางทีก็ 3 ด้วยซ้ำไป ส่วนเฟืองก็เพิ่มเป็น 11 ตัวเลย แล้วผมมั่นใจเลยว่ามันจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เทคโนโลยีที่พัฒนาไปเรื่อยๆไม่มีหยุดก็เป็นดาบสองคม ให้ทั้งคุณและโทษ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้มันไม่ง่ายหรอกครับ ผมยังจำตอนที่เราเริ่มใช้เฟือง 10 ตัวเป็นครั้งแรกแล้วโซ่ของผมพังเละได้ไม่ลืม เป็นเพราะว่าวัสดุมันไม่ค่อยแข็งแรงทนทานเท่าที่ควร มาจนวันนี้ก็ยังมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอยู่เลย

ต่อมาก็เป็นเรื่องระบบเกียร์ไฟฟ้าบ้าง ตอนที่เราเห็นและลองใช้มันครั้งแรก บอกเลยว่ารู้สึกแปลกใจแล้วก็ตัดสินใจทันทีว่า โอ้ย ไม่จำเป็นหรอกของแบบนี้ ดูแล้วไม่น่าจะใช้งานดีเท่าไหร่ ต้องแบกแบ็ตเตอรี่ไปเป็นก้อก็ว่าพิสดารพอแล้ว ยิ่งต้องเอามันต่อเข้ากับจักรยานนี่ยิ่งเป็นความคิดที่วิตถารใหญ่ แต่ว่าตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้นเลย…ตอนนี้เราขาดมันไม่ได้

ประเด็นของผมก็คือว่า เมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนั้นเราเพิ่งได้เห็นการติดตั้งระบบดิสเบรคบนจักรยานแบบไซโคลครอสเป็นครั้งแรก แล้วก็มีคนซุบซิบกันว่า จักรยานพวกนั้นน่าจะถูกเอาไปทดลองใช้ในงานปั่นจักรยานบนถนนหลายๆงาน

ก่อนหน้านั้นผมก็อยากจะเอาให้แน่ใจก่อนว่า ผมรู้สึกชื่นชมยินดีไม่ต่างจากนักปั่นไซโคลครอสทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น ที่จะได้สนุกกับประโยชน์ของเจ้าระบบดิสเบรคนี้ขณะกำลังออกแรงปั่น

แต่ทว่าหลังจากนั้นก็มีงานปั่นจักรยานบนถนนแบบใหญ่โตอลังการขึ้นจริงๆหลายงานเลยทีเดียว ตอนนั้นผมก็คิดว่า เฮ้ย มีใครคิดว่ามันจะไม่เกิดขึ้นบ้างมั้ย? ไม่มีใครรู้เลยเหรอว่าเจ้าระบบนี้มันอันตราย? ไม่รู้เลยเหรอว่ามันจะเฉือนเนื้อเราเหวอะได้ น่ากลัวพอๆกับมีดเล่มใหญ่เลย

ที่งานปารี-รูเบในฝรั่งเศส มีแค่ 2 ทีมเท่านั้นที่ใช้จักรยานพวกนี้ แต่ละทีมมีสมาชิก 8 คน รวมแล้วเป็น 16 คน ใช้ดิสเบรคทั้งหมด 32 ตัว ที่ผมจะเล่าก็คือว่า ในการแข่งปั่น 130 กิโลเมตรนั่นน่ะ มันมีช่วงนึงถนนมีหินเยอะมาก เลยเกิดอุบัติเหตุจักรยานชนกันระนาวเลย พวกนักปั่นก็หล่นลงมาจากรถ กระเด็นระเนระนาดกันไปคนละทิศคนละทาง ส่วนตัวผมเองพยายามจะเบรคแล้วนะ แต่เบรคไม่อยู่ ไปชนตู้มเข้ากับนักปั่นคนที่อยู่ตรงหน้าผมจนได้ แล้วคนนี้เขาก็เบรคไม่อยู่เหมือนกัน พอชนแล้วผมไม่ได้ลมหรอก แต่ว่าขาผมนี่แหละที่ไปแตะเข้ากับท้ายจักรยานของเขา ผมเลยขี่ต่อไป แต่ว่าหลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ก้มลงมองขาข้างที่ไปโดนจักรยาน มันไม่เจ็บหรอก เลือดก็ไหลไม่เยอะด้วย แต่แผลเหวอะซะจนเห็นเยื่อหุ้มกระดูกหน้าแข้งชัดแจ๋วเลย ผมเลยผละออกจากจักรยานของตัวเอง แล้วเหวี่ยงตัวไปที่สนามหญ้างทางด้านขวา เอามือปิดหน้าด้วยความช็อคสุดขีด ตอนนั้นเริ่มรู้สึกไม่โอเคแล้ว แต่ก็ทำได้แค่รอรถของทีมงานกับรถพยาบาลเท่านั้น ในขณะที่ความคิดหลายๆอย่างพากันรุ้มเร้าเข้ามาในสมองผม

081-2

หรือว่านี่มันจะเป็นแค่คราวฟาดเคราะห์ของผม? คงไม่ใช่หรอกมั้ง อีกไม่กี่กิโลเมตรถัดมา สิ่งที่ผมนั่งคิดอยู่มันก็เป็นจริงขึ้นมาซะแล้ว

15 กิโลเมตรถัดมาหลังจากผมประสบอุบัติเหตุ นิโคลัส เมส์ นักปั่นจากทีมเอทิกซ์ ควิก สเต็ปของเบลเยี่ยม ก็ถูกหามเข้ามาในรถพยาบาลคันเดียวกับผม หัวเข่าของเขาเป็นแผลลึกเพราะถูกอุปกรณ์ระบบดิสเบรคบาด ในตอนนั้นเอง คำถามแว่บเข้ามาในหัวผมทันทีเลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นะถ้าระบบดิสเบรค 396 ตัวถูกเอาไปใช้ในงานแข่งใหญ่กว่านี้ที่มีนักปั่นตั้ง 198 ชีวิตพยายามตะบี้ตะบันปั่น ช่วงชิงชัยชนะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน

ดิสเบรคไม่ควรถูกเอามาใช้ในการปั่นกลุ่มแบบนี้เลย อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็ยังไม่รู้จักมันดี ผมยังไม่เคยเจอนักปั่นคนไหนเลยที่ใช้เบรคธรรมดาแล้วเบรคไม่อยู่ แล้วผมก็ไม่เคยรู้จักคนที่ไม่สังเกตล้อรถเขาตอนกำลังเบรคแบบสุดแรงเกิดด้วยว่ามันกำลังไถล ไม่ว่าจะใช้เบรคแบบธรรมดาหรือดิสเบรคก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นแล้ว จะดันทุรังใช้มันไปทำไม?

ในทางกลับกัน การที่จะเปลี่ยนล้อหลังจากที่มันแตกแล้วมันเป็นเรื่องที่ยากมาก แถมยังต้องผลักภาระไปให้กองกลางอีก เพราะพวกเขาต้องแบกล้อไปประมาณ 3-4 ชุดเพื่อใช้ช่วยคุณในกรณีที่ถ้าหากว่ารถของทีมงานคุณไม่ได้อยู่ แล้วก็ที่น่าเป็นห่วงที่สุดเลยนะ อย่างที่ผมพูดไปแล้ว ว่าเจ้าดิสเบรคนี่มันจะมีพลานุภาพได้ไม่ต่างจากมีดเล่มใหญ่ๆเลยเวลาที่เกิดการพุ่งชนด้วยความเร็วที่คงที่ แถมบางทีนะ เราเร่งขึ้นไปได้ถึง 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลย

ยังโชคดีที่ผมไม่ถูกตัดขาทิ้งเพราะมันเป็นแค่ที่กล้ามเนื้อกับผิวหนังเท่านั้น ผมไม่อยากจะคิดเลยว่าเกิดอะไรขึ้นถ้าเกิดผมโดนบาดเข้าที่เส้นเลือดใหญ่หรือเส้นเลือดดำ

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก็เพราะสมาคมนักปั่นจักรยานนานาชาติ ซีพีเอ เจ้าหน้าที่รัฐนานาชาติ ทีมงานแล้วก็ทุกคนทั้งพวกเรา นักปั่นมืออาชีพและสมัครเล่นทั้งหลายนั่นแหละที่ไม่ทำอะไรเลย เอาแต่คิดมาตลอดว่าถ้าเรื่องไม่เกิดขึ้นกับตัวเองก็ไม่แคร์ ต้องรอให้เห็นโลงศพซะก่อนแล้วค่อยหลั่งน้ำตา ไม่ช้าก็เร็วนี่แหละ เดี๋ยวมันก็เกิดขึ้นกับใครอีกก็ไม่รู้ พวกเราโดนกันหมดเลย พวกนักปั่นมืออาชีพก็ควรจะเหลียวหลังดูบ้าง มีแต่คนบอกให้เราทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราลืมไม่ได้จริงๆว่าเรามีสิทธิที่จะเลือก

สรุป ระบบดิสเบรคทำให้คนบาดเจ็บ คราวนี้ผมเป็นเหยื่อ แต่วันพรุ่งจะเป็นใครอีกก็ไม่รู้

ขอแสดงความนับถือ

ฟรานซิสโก้ เวนโทโซ