079 เคล็ดลับการขี่ขึ้นทางลาดชัน

นักปั่นหลายคนอาจจะมีความใฝ่ฝันอยากลองขี่จักรยานขึ้นภูเขาดูจริงๆสักครั้ง แต่ช้าก่อน! หากคุณยังไม่เคยมีประสบการณ์เลยแม้สักนิดเดียว ลองแวะมาอ่านบทความนี้ดูสักหน่อย แล้วคุณจะพบเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณขี่จักรยานขึ้นภูเขาได้สำเร็จ

079-1

1. ลองฝึกขี่ขึ้นทางลาดชันทั่วไปดูก่อน

การฝึกซ้อมปีนเขาแบบจริงจังแถบจังหวัดอุดรธานีนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นที่ราบและไม่มีทางชันที่ยาวมากพอสำหรับการฝึก ดังนั้นขอแนะนำว่าก่อนที่จะไปขี่ขึ้นเขาของจริงควรเริ่มจากการไต่ทางชันสั้น ๆ ก่อน ข้อดีของการฝึกนี้ก็คือ คุณจะได้คุ้นชินกับการปีนเขา ลองมองหาพื้นที่ที่มีความชันที่ยาวเพียงพอแต่ต้องไม่ชันจนเกินไป จำไว้ว่าการเตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง และข้อดีของการขี่จักรยานคือ ยิ่งคุณซ้อมมากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งพัฒนาขึ้นมากเท่านั้น

จังหวัดอุดรธานี จะเห็นได้ว่ามีแต่ทางเรียบๆ
ขนมที่ให้พลังงาน

2. เตรียมอาหารและเครื่องดื่มติดตัวไปด้วย

ถึงแม้ว่าคุณอาจจะรู้สึกว่าคุณออกไปปั่นแค่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงเดี๋ยวก็กลับ โดยการพกเจลให้พลังงานไปซัก 2-3 แท่งกับขนมคบเคี้ยวนิดหน่อยก็คงพอ แต่ในความเป็นจริง ขณะฝึกปีนเขาคุณจะเสียพลังงานมาก ดังนั้นพกอาหารและเครื่องดื่มไปด้วยอุ่นใจกว่า ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้กินขณะปั่นขึ้น แต่เมื่อถึงยอดแล้วพักกินเสียหน่อยก็ดี จะได้มีแรงและสมาธิตอนปั่นกลับลงมา

3. ปั่นด้วยรอบขาคงที่

พยายามหาจังหวะรอบขาที่นิ่งที่สุดระหว่างการปั่นขึ้นเขา ดังนั้นต้องฝึกปั่นด้วยรอบขาคงที่ให้มากๆ โดยทั่วไป รอบขาควรอยู่ที่ประมาณ 80-90 รอบต่อนาที ซึ่งแต่ละคนไม่เท่ากัน อาร์มสตรองเป็นข้อยกเว้น เขาสามารถปั่นได้มากกว่า 110 รอบต่อนาที ซึ่งห้ามลอกเลียนแบบ เพราะมันยากมากและต้องฝึกเป็นปีๆ ถึงจะได้ขนาดนั้น การปั่นที่รอบขาสูง กล้ามเนื้อขาจะเหนื่อยน้อยลง กฎของการปั่นคือ: รอบขาสูงใช้ระบบหัวใจและปอดมากกว่า รอบขาต่ำใช้กล้ามเนื้อขามากกว่า

อาร์มสตรองกับการปั่นมหาพิฆาต
อาร์มสตรองขณะยืนขี่
โฟรมขณะนั่งขี่

4. ปีนเขาในท่านั่ง

ระหว่างปีนเขา พยายามนั่งปั่นให้มากที่สุด นั่นเป็นวิธีที่จะทำให้คุณรักษาแรงในการปั่นได้นานขึ้น ถ้าคุณลุกขึ้นโยก คุณจะต้องเสียพลังงานไปมากกว่า 30% และต้องใช้กล้ามเนื้อมัดอื่นในการกดบันได ทำให้ใช้แรงกดจากต้นขาน้อยลง คอยดูและอย่าฝืนขี่ในโซนสีแดงมากเกินไปจนหมดแรง ตัวอย่างที่คุณสามารถทำตามได้เช่น ลุกขึ้นโยกเพียงบางจังหวะเช่น ตอนจะหนีคู่ต่อสู้หรือในจุดที่ชันมากๆ เพื่อรักษาความเร็วและรอบขาก่อนถึงยอดเนิน ซึ่งคุณจะได้พักตอนลงเนิน

5. ปีนเขาในท่ายืน

จริงอยู่ที่การยืนขี่อาจจะดูเท่ แต่ว่ามันจะทำให้ร่างกายคุณเปลืองพลังงานมากกว่าเดิม นักปั่นส่วนมากก็เลยเลือกที่จะนั่งมากกว่า จะได้รู้สึกผ่อนคลายกว่าและทำให้คุณหารอบขาที่เหมาะกับคุณได้ง่ายกว่าด้วย

หมวดนิรภัย
ทางชันอยู่ที่ระดับ 22% ห้ามปั่นจักรยาน
อย่าได้คิดโชว์ออฟแบบนี้เวลาจะลงเขาเด็ดขาด

6. อย่าลืมใส่หมวกนิรภัย

สวมไปเถอะครับ หมวกนิรภัยน่ะ สวมทุกครั้งที่ขี่ขึ้นทางชัน ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่ตัวผมเองกลับข้ามขั้นตอนนี้ตลอด ไม่ชอบใส่หมวกนิรภัย เพราะรำคาญเวลาเหงื่อมันออก จะยังไงก็ตาม ขาขี่กลับลงมานี่คุณควรสวมไว้กันพลาดสักหน่อยก็ดี

7. อย่าวอกแวก มองถนนหนทางให้ดีๆ

ไม่ว่าจะทางขึ้นหรือทางลงก็แล้วแต่ คุณต้องเพ่งสายตามองถนนให้ดีๆ คอยสังเกตช่วงโค้งแล้วประมาณให้ถูกว่าต้องปิดแฮนด์แค่ไหนถึงจะพอ บรรดานักปั่นทั้งหลายเขาจะใช้วิธีสังเกตคนข้างหน้าเป็นหลักเวลาแข่ง แล้วเขาจะประมาณช่วงโค้งเก่งกว่าเราด้วย

เพราะฉะนั้น คุณต้องมีสติอยู่เสมอ ตาต้องไวด้วย ไม่ใช่มัวแต่ใส่ใจกับการทุ่มแรงปั่นอย่างเดียวจนไม่สนใจดูถนนหนทาง แบบนั้นอุบัติเหตุถามหาแน่ๆครับ ไม่เหมือนพวกนักปั่นอาชีพ พวกนั้นเวลาแข่งเขาจะแข่งกันบนถนนโล่งๆ ไม่มีรถรามาเกะกะเลย แต่ถ้านักปั่นมือสมัครเล่น ขี่บนถนนทั่วๆไป ก็ต้องแบ่งถนนกันใช้ร่วมกันคนอื่นๆ ถ้าขาดความระมัดระวังแล้วละก็ คุณอาจจะเผลอไปวิ่งสวนเลนโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีรถยนต์ก็บึ่งเข้ามาหาคุณแบบเต็มเหนี่ยวแล้ว เพราะฉะนั้น ระมัดระวังตัวไว้ก่อนน่ะดีที่สุดครับ

8. ใช้เกียร์ให้ถูก

เลือกใช้เกียร์ให้ถูก เพราะว่าคุณจะซวยถ้าคุณไม่เหลือเฟืองให้เปลี่ยน เวลาที่คุณต้องกดอย่างหนักสุดๆ ขณะปีนเขาเพราะเกียร์หนักเกินไปและคุณไม่เหลือเฟืองให้เปลี่ยนแล้ว การใช้เกียร์หนักมากๆจะทำให้เกิดแรงกดที่หัวเข่ามาก ดังนั้นใช้เกียร์ให้ถูก ให้แน่ใจว่าคุณมีเฟืองพอ คุณจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นถ้าคุณรู้ว่าคุณยังเหลือเฟืองตบให้เกียร์เบาลง  เรามักจะใช้จานหน้า 2 จานหรือจานคอมแพค แต่ไม่ใช้ 3 จาน เพราะเคยมีคนบอกผมว่า ใช้ 3 จานมันไม่แมน

9. ปีนตามจังหวะของตัวเอง

สมมุติว่าคุณไปขี่ปีนเขากับเพื่อน แล้วปรากฏว่าเขาขี่ขึ้นทางชันได้ดีกว่าคุณ ความรู้สึกคุณตอนนั้นก็อาจจะเฉยๆ หรือไม่ก็เกิดแรงฮึดขึ้นมาแล้วไปฝึกซ้อมให้หนักกว่าเดิม จะได้เทียบเท่าฝีมือกันได้ แต่ถ้าเกิดคุณพยายามตะบี้ตะบันปั่นเพื่อให้ตามเพื่อนคุณทันเดี๋ยวนั้นเลยละก็ มีสิทธิเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้นะครับ คุณต้องเร่งความเร็วให้เหมาะสม ขี่เร็วมากเกินไป กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็อาจจะร่วงลงมาจากจักรยานแล้วก็ได้ครับ

10. พยายามปั่นขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุดให้ได้ อย่าท้อ

เป็นธรรมดาที่คุณอาจจะเหนื่อยหรือท้อมากๆ พอขี่ไปได้แค่ครึ่งทาง ยังไม่ทันจะถึงยอดเขา คุณก็แตะเบรคและหันหลังกลับซะแล้ว จะบอกว่าขี่ต่อไปจนถึงปลายทางเถอะครับ ต่อให้ต้องใช้เวลาทั้งวันก็เถอะ การปั่นจักรยานขึ้นเขามันทั้งเจ็บทั้งยาก แต่ในเมื่อคุณเริ่มต้นแล้วก็จงทำมันไปให้สำเร็จ

079-10

11. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเสมอ

ก่อนจะออกไปปั่นจักรยานขึ้นเขาคุณควรทำการบ้านมาให้เรียบร้อยก่อน หมายถึงให้เตรียมตัวดีๆ ตั้งแต่ตรวจเช็คสภาพอากาศว่าฝนจะตกแดดจะออกยังไง จะร้อนหรือจะหนาว มีอะไรพิเศษ จุดสูงสุดอยู่ที่ไหน มีจุดให้แวะพักบ้างมั้ย ตรงไหนวิวสวยที่สุด มีจุดให้เติมน้ำดื่มใส่ขวดบ้างมั้ย ทางลงเป็นยังไง ชันมากหรือเปล่า ขากลับจะกลับทางไหนและทางนั้นสูงชันหรึอเปล่า รู้ข้อมูลเหล่านี้ให้มากเข้าไว้ ก็จะช่วยคุณได้มากครับ

Hairpins
Mont Ventoux

12. อย่าหยุดแวะพักมากเกินไป

ผมไม่ได้บอกว่าคุณต้องปั่นตลอดโดยไม่มีการหยุดพักเลย คือจริงๆแล้ว จากประสบการณ์ตรงของผมเลยนะ หยุดพักซักประมาณ 1 นาที ให้คุณได้ยืดเส้นยืดสายจนหายเหนื่อย และชมวิวสักประเดี๋ยวนี่กำลังดีเลย ดีกว่าดันทุรังจะรีบไปต่อ การหยุดแวะพักเพียงชั่วครู่จะทำให้คุณขึ้นไปถึงยอดเขาได้อย่างสดชื่นมากขึ้น เพราะะนั้นแล้วอย่ายุดพักบ่อยและนานเกินไป อย่างมากก็แค่ 1 ครั้งต่อ 10 กิโลเมตรก็พอแล้ว

13. คุณต้องมีความกล้า

ความกลัวไม่ใช่สิ่งที่ดี และแน่นอนว่ามันจะไม่ช่วยให้คุณปั่นจักรยานขึ้นเขาได้สำเร็จเลย ผมเห็นมาหลายคนแล้วที่ทำสำเร็จทั้งๆที่ไม่เคยิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะทำได้ มีความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาสักหน่อยมันไม่เสียหายหรอกครับ หรือถ้าคุณยังกลัวภูเขาจริงๆก็แวะพักบ้างก็ได้

14. อย่าเอาหูฟังมาใส่

079-13

การใส่หูฟังขณะขี่จักรยานถือเป็นเรื่องที่อันตรายมหาศาล เพราะมันจะรบกวนการได้ยินของคุณ ทำให้คุณไม่ได้ยินเสียงรอบตัว รวมไปถึงเสียงรถที่อาจจะวิ่งมาจากข้างหลัง หรือข้างหน้าคุณด้วย และที่สำคัญคือ บนภูเขาจะมีทางคดเคี้ยวเยอะมาก ใส่หูฟังแล้วจะทำให้การตัดสินใจของคุณนั้นช้าลง ก็อันตรายเพิ่มขึ้นมาอีก หรือถ้ารถคันไหนจะบีบแตรเตือนคุณ คุณก็จะไม่ได้ยิน แล้วอีกอย่างคือ แหล่งธรรมชาติอย่างภูเขา จะมีเสียงที่ฟังแล้วชวนให้สบายใจอยู่เยอะ เช่นเสียงน้ำตก เสียงน้ำไหล เสียงนกร้อง หรืออาจจะมีเสียงคนแคระด้วยก็เป็นได้ ใส่หูฟังไปแล้วคุณจะไม่ได้ยินเสียงเพราะๆพวกนี้ น่าเสียดายนะครับ

079-14

15. เปลี่ยนเกียร์ให้ทันเวลา

คุณต้องรีบเปลี่ยนเกียร์ก่อนจะถึงทางโค้ง ไม่ใช่ไปเปลี่ยนเอาตอนเข้าทางโค้งแล้ว หรือถ้าคุณกำลังจะขึ้นทางชัน คาดการณ์ล่วงหน้าแล้วเปลี่ยนไปใช้เกียร์ที่เบาลงเพื่อป้องกันความเร็วตก เปลี่ยนเกียร์ไม่ทันจนต้องหยุดกลางทาง

16. ตรวจเช็คสภาพจักรยานให้ดีก่อนไปปั่น

ถ้าคุณต้องการคำแนะนำเรื่องการบำรุงรักษาจักรยานของคุณแล้วละก็ ลองถามจากเพื่อนที่มีประสบการณ์ดู หรือไม่ก็ปรึกษาช่างซ่อมไปเลย ให้ตรวจดูให้ละเอียดว่าเบรคยังใช้การได้ดีมั้ย ยางรั่วมั้ย เกียร์โอเคมั้ย แล้วก็ที่สำคัญคืออย่าลืมทำความสะอาดจักรยานของคุณด้วย ถือซะว่าเป็นการช่วยเพิ่มอารมณ์สุนทรีย์

17. ทางโค้งรอบนอก

สำหรับการการปั่นจักรยานขึ้นเขาแล้ว ทางคดเคี้ยวเป็นได้ทั้งสวรรค์และนรกในเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางโค้งรอบในหรือรอบนอก มันก็มีข้อดีข้อเสียของมัน เช่น หากวิ่งทางโค้งรอบในแล้วละก็ คุณจะเจอถนนที่สูงชันกว่ารอบนอกแน่นอน แต่มันก็จะช่วยย่นระยะทางให้สั้นลงได้ ไม่ต้องเร่งจังหวะปั่นมาก ส่วนทางโค้งรอบนอกก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อขาของคุณได้ผ่อนคลายลงบ้าง
มันไม่ได้เลวร้ายไปซะหมดหรอกครับ ถึงแม้จะเข้ามาในทางคดเคี้ยวแล้ว แต่คุณก็ยังมีโอกาสจอดแวะพัก ชมวิวสวยๆ แล้วค่อยเดินทางต่อได้

ขี่จักรยานที่มีสภาพดีเสมอ
บรรดาผู้ใช้รถใช้ถนนในไทย

18. คิดในแง่บวกเข้าไว้

ความมั่นใจในตัวเอง และการมองสิ่งต่างๆในแง่บวกถือเป็นหัวใจสำคัญของการปั่นจักรยานขึ้นเขา คุณอย่ามัวกลัวเลยครับว่าจะต้องปั่นไปไกลแค่ไหน หรือจะบาดเจ็บรึเปล่า มาสนุกกับมันดีกว่า นึกถึงวิวสวยๆเข้าไว้ คือผมเข้าใจนะว่าหลายๆคนอาจจะมองว่าการปั่นจักรยานขึ้นเขาเป็นงานที่หนัก แต่เชื่อเถอะว่าพอลองได้มาขี่ ได้บิดแฮนด์ไปตามทางโค้งแล้วละก็ จากที่เคยกลัวเจ็บแล้วคุณจะคิดใหม่เลยว่า “โอ้โห เป็นความรู้สึกที่ฟินอะไรจะปานนั้น” ฉะนั้นแล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็ง คุณก็ปั่นได้ดี แล้วไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

19. อย่าประมาทเป็นอันขาด

ภูเขาจริงๆแล้วอาจมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้ คือผมไม่ได้ตั้งใจจะขู่ให้กลัวนะ แต่พูดตามความเป็นจริง ทุกๆปีจะต้องมีนักปั่นนับร้อยๆคนประสบอุบัติเหตุตกลงไปในร่องหุบเขา แล้วก็ อย่างที่ผมกล่าวไปแล้วว่า ก่อนจะออกเดินทางคุณต้องทำการบ้านมาให้พร้อม สังเกตถนนหนทางให้ดี ต่อให้เป็นบนภูเขาก็เถอะขับ แต่คนขับรถยนต์ทั้งหลายเขาไม่ค่อยชินทางกันหรอก แถมบางทียังไม่ค่อยสนใจชีวิตนักปั่นมือใหม่อีกด้วย อันนี้ขอยกตัวอย่างจากในเมืองไทยเป็นพิเศษเลย เพราะเมืองไทยติดอันดับว่าเป็นเมืองที่คนขับขี่ยานพาหนะได้นรกที่สุดในโลก แต่ตัวคนขับเองกลับยังคิดว่าตนขับดี ขับเก่งแล้ว
เพราะฉะนั้นนักปั่นต้องมีความระมัดระวังมาก อย่าประมาท อย่าพยายามเร่งจะไปก่อน แล้วก็จะขี่เกะกะกลางถนน พยายามรักษาเลนของคุณไว้ ระวังกรวดหินดินทราย รวมถึงหลุม บ่อต่างๆด้วย

Thailand the land of pits and holes

079-18

20. ท่าทางเวลาขี่ก็สำคัญ

ขี่ขึ้นเขาไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แล้วก็ในการจับแฮนด์ จำไว้ว่าแขนจะต้องโค้ง แตะเบรคแค่เบาๆ นอกจากนี้เวลามาอยู่ที่จุดสูงชัน อย่าลืมนั่งให้หลังตรงๆแล้วรักษาแรงกดของล้อหลังให้ดีด้วย เพราะไม่อย่างนั้นล้อคุณอาจจะหลุดได้ หรือถ้าความเร็วคุณกำลังตกเพราะทางชันมาก ให้รีบเปลี่ยนไปที่เกียร์เบาๆทันที

21. ชีพจร และเครื่องวัดพลังงาน

จริงๆแล้วผมมองว่าไม่ผิดหรอก ถ้าเกิดว่านักปั่นจะไม่อยากใช้พวกอุปกรณ์ไฮเท็คทั้งหลาย เพียงแต่ว่าคุณจะพลาดจุดที่ดีที่สุดของการปั่นจักรยานไป นั่นคือการวิเคราะ์ข้อมูลการปั่นของคุณ รวมไปถึงตรวจหาจุดบกพร่องต่างๆ ผมไม่ได้บอกว่า เฮ้ยคุณจะต้องเอาอุปกรณ์วัดชีพจรติดตัวไปแล้วต้องคอยก้มดูมันระหว่างทาง ไม่ใช่ครับ ผมจะบอกว่า ถ้าคุณมีอุปกรณ์ที่ใช้วัดชีพจรได้ มันจะเป็นประโยชน์กับตัวคุณเองในแง่ที่ว่า คุณจะรู้ว่าร่างกายคุณถึงขีดจำกัดแล้วหรือยัง ต้องแก้ไขอะไรตรงไหนบ้าง

079-19

22. อย่าปล่อยให้ร่างกายเลยขีดจำกัด

ถ้าคุณใช้อุปกรณ์วัดชีพจร คุณจะเห็นได้ชัดมากว่าเมื่อไหร่ร่างกายคุณจะถึงขีดจำกัด ยิ่งใช้นานก็จะยิ่งประเมินสมรรถภาพตัวเองได้ ว่าจะไปต่อไหวหรือเปล่า ดีกว่าใช้ความรู้สึกตัวเองตัดสิน เพราะความรู้สึกเรามันเป็นของไม่แน่นอนครับ ตัวอย่างเช่นบางครั้งคุณอาจจะคิดว่าชีพจรคุณปกติ แต่ความเป็นจริงแล้วคือมันเต้นแรงมากจนแทบจะหลุดออกมานอกตัว คุณเลยเข้าใจผิดคิดไปเองว่าตัวเองยังไหว ถึงตอนนั้นแล้วละก็คุณอาจจะแน่นิ่งไปแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นขอให้ตามใจร่างกายของคุณ แล้วก็พึ่งพาเจ้าอุปกรณ์วัดชีพจรเถอะครับ

079-20

23. อย่าเอาสัมภาระไปเกินจำเป็น

อย่าตกใจถ้าเกิดเห็นหุ่นของเหล่านักปั่นทั้งหลาย เพราะพวกเขาผอมมากจริงๆครับ แต่ก็เป็นเรื่องปรกติ เพราะใช้แรงเยอะ เลยเกี่ยวโยงมาที่เรื่องสัมภาระว่า คุณไม่ควรหอบข้าวหอบของ เสบียงไปมากเกินจำเป็น เพราะมันจะทำให้ปั่นจักรยานได้ไม่คล่องตัว