078 สิ่งอื่นที่เหนือยิ่งกว่าความมุมานะและสมรรถภาพร่างกาย

จากการสัมภาษณ์ “หลุยส์ เดลาไฮเยอ” ครูฝึกประจำทีมนักปั่น “ล็อตโต้ จัมโบ้” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนุ่มนักปั่นอย่าง “โรเบิร์ต เกซิงค์” ทำให้ทราบถึงแนวคิดสำคัญของเขาที่ว่า “พลังแห่งความพยายามหรือจะสู้ความสงบใจได้” หลุยส์เชื่ออยู่เสมอว่า ความสงบสุขทางใจมีความสำคัญต่อกีฬาประเภทนี้มากกว่าการมุมานะเพียงอย่างเดียว และนอกจากนี้ อีกสิ่งที่ลืมไม่ได้คือเรื่องโชคช่วย ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันด้วยเช่นกัน

25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

หลุยส์ ชายชาวเนเธอแลนด์วัย 49 ปี ผู้มีบุคลิกร่าเริงอารมณ์ดีอยู่เสมอ ให้สัมภาษณ์ว่า “เวลามีคนถามผมว่าผมทำอะไร ผมก็จะตอบกลับไปว่า ผมชอบทำให้คนอื่นมีความสุข เช่นชวนกันไปกินไอศกรีม ไปเที่ยวกับครอบครัว ไปดูหนังหรือไปเที่ยวสวนสัตว์ตามเรื่อง ขอแค่ให้มีความสุขก็พอ”

หลุยส์ เดลาไฮเยอ กับ โรเบิร์ต เกซิงค์

ถึงแม้ว่าหลุยส์จะเป็นครูฝึกมือฉมังของทีมก็ตาม แต่เขาก็สามารถถ่ายทอดวิชาออกมาให้คนอื่นๆได้โดยไม่จำเป็นต้องทำให้มันซับซ้อนยุ่งยากเกินกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมกันนั้นหลุยส์ยังให้เหตุผลด้วยว่า หัวใจสำคัญของการเป็นนักกีฬาก็คือ ต้องแสดงสปิริตออกมาให้เกินร้อยอยู่เสมอ “ทุกความทุ่มเทย่อมมีเรื่องราวอยู่เบื้องหลัง นี่แหละแนวคิดที่ผมชอบมากที่สุด” หลุยส์กล่าว

หลุยส์เริ่มต้นจากการเป็นนักกีฬาประเภทไตรกีฬา โดยเขาอาศัยทั้งการฝึกซ้อมและคำแนะนำจากนักกีฬาตัวจริง แต่ต่อมาเขากลับมีชื่อเสียงในเรื่องการปั่นจักรยานมากที่สุด

“เดอะ ลาโบ ไซคลิง แพลน”

โรเบิร์ต เกซิงค์
เบาค์ โมลเลมา

ต่อมา ในช่วงประมาณปี 2535 หลุยส์ก็ได้เข้าร่วมทีมจักรยานที่ชื่อว่า “ราโบ ไซคลิง แพลน” และมีหน้าที่ในการดูแลนักกีฬารุ่นเยาว์ นอกจากนี้ยังมี “เกียร์ต เลนเดอส์” อดีตที่ปรึกษาชาวเบลเยียมประจำทีมนักปั่น “ทีมสกาย” มาคอยให้ความช่วยเหลือด้วย และหลังจากที่เกียร์ตกลับไปแล้ว หลุยส์ก็ได้เลื่อนตำแหน่งและหันมาจับมือกับไมเคิล บูเกิร์ด และ โธมัส เดคเคอร์ ก่อนจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับโรเบิร์ต และเบาค์ โมลเลมา สองอดีตนักปั่นมืออาชีพชาวเนเธอร์แลนด์ ด้วยเช่นกัน

ชื่อเสียงเรียงนามของหลุยส์เป็นที่รู้จักกันดีว่าคือแรงสำคัญในการฝึกซ้อมและพัฒนาการของเหล่านักปั่น เสมือนเป็นผู้นำทีม และยังเป็นคนสำคัญทั้งในวงการโค้ช และการแข่งปั่นจักรยานทางไกล “ตูร์ เดอ ฟร็องส์” ด้วย

“ทั้งหมดนี้มันช่วยให้ผมมีความก้าวหน้าขึ้นนะ คือผมโชคดีมากที่มีโอกาสได้เริ่มนับตั้งแต่เลขศูนย์ไปพร้อมๆกับนักปั่นระดับมืออาชีพ แต่นักปั่นเหล่านั้นก็โชคร้ายหน่อยที่ต้องมาทำงานร่วมกับผม” หลุยส์กล่าว และว่า “แต่ผลที่ตามมาคือ ทุกอย่างมีความเป็นไปได้แทบทั้งนั้น ที่เหลือก็แค่ต้องขยันทำงาน หมั่นเรียนรู้เก็บประสบการณ์ อย่างผมนี่เริ่มต้นด้วยการใช้ตาสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวก่อนเลยนะ เสร็จแล้วเราจะเริ่มเห็นภาพเลย แล้วลืมไม่ได้เลยคือ คุณต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยที่ไม่ต้องเน้นการใช้พลังมุมานะเพียงอย่างเดียว เชื่อผมเถอะว่า ในการแข่งขันน่ะ สิ่งนี้มันไม่สำคัญเท่ากับความความสงบสุขภายในจิตใจหรอก”

ความมุมานะ

เวลาผ่านไป ความมุมานะก็กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งปั่นจักรยานทางไกลรอบฝรั่งเศส หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตูร์ เดอ ฟร็องส์” คนส่วนมากจะยึดถือเอาตามนั้น โดยถือว่าความมุมานะเป็นการแสดงสปิริตนักแข่งออกมา เลยกลายเป็นว่า ทุกวันนี้การแข่งขันจะวัดกันที่หยาดเหงื่อ ลมหายใจ ชีพจร แล้วก็แรงปั่น เรียกง่ายๆคือเหมือนกับว่านักปั่นเป็นเครื่องจักรชนิดหนึ่ง

จากการแข่งขันนี้เลยทำให้มีคำถามจากนักปั่นมืออาชีพคนหนึ่งชื่อ คริสโตเฟอร์ ฟรูม  และยังเหล่านักปั่นอีกหลายคนจากทั่วทุกสารทิศตามมาเป็นชุดๆ โดยคิดสงสัยในแง่มุมเกี่ยวกับความมุมานะที่ดูจะสุดโต่งเกินไป

ถ้าใครได้มีโอกาสลองมาคุยกับหลุยส์แล้วละก็ อาจจะพอหายแคลงใจได้บ้าง เพราะเขาคือมืออาชีพผู้สามารถถ่ายทอดความสามารถตัวเองออกมาเป็นมุมมองที่ดีได้ ทุกการเรียนรู้ของเขาถือเป็นคุณค่าเชิงสัมพัทธ์ นั่นหมายถึงเป็นคุณค่าที่ไม่สามารถประเมินได้ในตัวมันเอง แต่ต้องอาศัยการเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆที่เรียนรู้ไป เพื่อหาความต่าง เป็นต้นว่า อะไรสำคัญกว่าอะไร

“นานแล้วที่เราพยายามสืบสาวราวเรื่องทุกอย่าง แล้วก็ไม่ได้ผลอะไรเลย แต่หลังจากนั้นประมาณสามวันก็ดีขึ้นเอาเฉยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม” หลุยส์กล่าว ก่อนจะเล่าถึงการเตรียมตัวของเหล่านักปั่นต่อ โดยพยายามใช้มุมมองที่เป็นกลาง

“ผมจะไปถึงที่แข่งประมาณ 1 นาทีก่อนเวลา แล้วก็จะได้เห็นสีหน้าของทุกคนตอนกำลังจะไปกินมื้อเช้าเลย สายตานี่แสดงออกชัดเจนมาก รู้เลยว่าต่อไปจะต้องไปเตรียมชาร์จไฟให้ร่างกาย เพื่อให้พร้อมกับการแข่งขัน”

พลังอันแรงกล้า

ในช่วงนี้จะมีการเอ่ยถึงคริสโตเฟอร์ ซึ่งหลุยส์กล่าวว่า การทำรอบที่สุดยอดจริงๆเริ่มขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน เป็นผลพวงจากเป็นการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง แม้จะต้องแลกกับการละเมิดกฎกติกาก็ตาม

หลุยส์เป็นมืออาชีพที่เห็นพัฒนาการของทุกอย่าง และในช่วงนั้น ทั้งคริสโตเฟอร์ รวมถึงเพื่อนนักปั่นอย่างอัลเบอร์โต้ อเลจันโดร เบาค์ และ วินเซนโซ พร้อมด้วยทีมงานผู้ติดตาม มักจะถูกเจอตัวตามเกาะตามทะเล ใต้แสงอาทิตย์กันบ่อยๆ

“ถ้าไม่หมั่นฝึกซ้อม แล้วจะไปแข่งในสนามใหญ่ได้ยังไง” หลุยส์อดคิดไม่ได้

คั่นรายการสักหน่อย นอกจากนี้หลุยส์ยังได้เจอพวกผู้นำทีมสกายด้วย และเราก็ได้คุยกันบ้างเรื่องเป้าหมายการก้าวสู่เส้นชัยของพวกเขา แล้วตัวเขาเองก็น่าจะคุยกับเปาโล สลองโก ครูฝึกของวินเซนโซด้วย โดยที่ไม่ได้แสดงความกังวลใจอะไรออกมาเลย

“สองปีแล้วที่ทีมเราได้ตัวลาส์ เพตเตอร์ นอร์เฮก ชาวนอร์เวย ออกจากทีมสกาย มาอยู่ในทีมของเรา แล้วผมก็เห็นกระบวนการฝึกซ้อมของเขาแล้วด้วย เลยไม่แปลกใจ แล้วก็ไม่คิดว่าทีมสกายจะชนะได้” หลุยส์กล่าว

กลับมาที่คริสโตเฟอร์ต่อ ในการแข่งขันตูร์ เดอ ฟร็องส์ นั้น เขาพอใจกับสมรรถภาพของตัวเองมาก

“ทุกวันนี้การปั่นจักรยานเป็นเพียงการเร่งความเร็วเพียงเดียวที่มีความสเถียร นักปั่นท้องทั้งหาทางแซงคู่แข่ง แล้วก็รักษาความเร็วของตัวเองไว้ ซึ่งคริสโตเฟอร์เขาทำได้หมดเลย ต่างจากคนอื่นๆในโปรแกรมการแข่งขันนี้” หลุยส์กล่าว

และนอกจากนี้ ในทุกๆ 1 นาที คริสโตเฟอร์ยังสามารถทำรอบปั่นได้มากอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดที่เป็นทางลาดชัน

“โรเบิร์ตบอกผมว่า  ตรงทางวิบากอย่างเทือกเขาพิเรนีส เขาต้องทำให้รอบปั่นอยู่ที่เลข 80 เพื่อรักษาความเร็ว จนสุดท้ายแล้วต้องกลับไปที่จุดฉุกเฉิน แต่น่าแปลกที่คริสโตเฟอร์กลับไม่เป็นอย่างนั้น” หลุยส์กล่าว

เกซิงค์

ไม่มีนักปั่นคนไหนที่เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับหลุยส์นานเท่าโรเบิร์ต เกซิงค์อีกแล้ว ทั้งคู่ทำงานด้วยกันมานานถึง 10 ปี จนหลุยส์ถูกขนานนามอย่างใหญ่โตว่าเป็นบรมครูของโรเบิร์ต มากยิ่งกว่าศิษย์คนไหนๆ

สำหรับหลุยส์แล้ว โรเบิร์ตเป็นเสมือนปรากฏการณ์มหัศจรรย์ คล้ายๆกับกับนักปั่นมืออาชีพคนอื่นๆ

“ความพิเศษของเขาคือ เขาสามารถต่อกรกับความผิดหวังของตัวเองได้ ไม่ว่าจิตใจจะบอบช้ำยังไง แต่เขาก็เคยทิ้งการเป็นนักปั่น ตรงนี้แหละที่ทำให้โรเบิร์ตต่างจากนักปั่นคนอื่นๆ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้มแข็งได้แบบเขา เขาเป็นนักกีฬาที่ดี เป็นคนดี ซึ่งผมมองว่าทั้งสองสิ่งนี้มันบูรณะเข้ากันได้อย่างลงตัวเลย” หลุยส์กล่าว