070 ประวัติย่อของการใช้สารต้องห้าม

โดยภาพรวมการกำกับดูแลทางการแพทย์ (medical supervision) แก่นักกีฬารวมทั้งนักปั่นจักรยานค่อยๆพัฒนาไปเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์การแพทย์หลายแขนง เช่น การฝึกซ้อม (การวัดกำลัง) อาหาร วัสดุ(แอโรไดนามิกส์) เภสัชวิทยา (การใช้ยาช่วย ทั้งแบบที่ใช้และไม่ใช้สารต้องห้าม) การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา และอื่นๆอีกมากมาย

ในการปั่นจักรยานสากล สามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุคได้ดังนี้

1870 – 1960: การเป็นที่ยอมรับของยาเพิ่มสมรรถภาพ
1960 – 1990: การเข้ามาของนโยบายต่อต้านการใช้สารต้องห้ามและความเปลี่ยนแปลงในการใช้สารต้องห้าม
1990 – 2008: อิทธิพลของ EPO และนโยบายต่อต้านการใช้สารต้องห้ามที่เข้มงวดขึ้น
2008 – 2016: การใช้สารต้องห้ามเป็นที่ยอมรับน้อยลง และการต่อสู้ที่เข้มข้นขึ้น
2016: มีการโด๊ปเชิงกล (mechanical doping) เป็นครั้งแรก

1870 – 1960

สารต้องห้ามถูกใช้กันมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของกีฬาปั่นจักรยานในปี 1870  เหตุผลก็คือความเป็นจริงที่ว่าการปั่นจักรยานเป็นกีฬาเพื่อความเป็นอาชีพ (professional sport) และยังเป็นเพราะการแข่งจักรยานนั้นการแข่งที่ยาวและหนักหน่วงอย่างเหลือเชื่อ  เช่น การแข่ง ปารีส-แบร็สต์-ปารีส ซึ่งเป็นการปั่นจักรยานแบบ non-stop ในระยะทาง 1200 กิโลเมตร  ทั้งยังมีการแข่งแบบหกวัน (six-day races) ที่นิยมกันมากซึ่งนักปั่นจะต้องอยู่บนจักรยานเกือบตลอดเวลากีฬาปั่นจักรยานอันเป็นที่นิยมนี้ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของชนชั้นแรงงานจากชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ในตอนนั้นการที่คนงานเหมืองทำงานมากกว่า 16 ชั่วโมงถือเป็นเรื่องปกติมากและการใช้สารกระตุ้นก็ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น  ในเวลานั้นผู้คนเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องธรรมชาติที่นักปั่นจักรยานจะใช้สารกระตุ้นเหมือนกันการใช้สารต้องห้ามในนักปั่นจักรยานมีที่มาที่ไปทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน

070-1

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นักปั่นใช้แอมเฟตามีน (เช่น เบนเซดรีน) กันอยู่เป็นประจำ ซึ่งพวกทหารและนักขับเครื่องบินรบใช้ยาจำพวกนี้ในช่วงสงครามเพื่อต่อสู้กับความเหนื่อยล้าและระงับความเครียดการใช้ยาเพิ่มสมรรถภาพถือเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาปั่นจักรยานและเป็นที่ยอมรับกันในทุกแง่มุมมาเป็นเวลายาวนานและไม่มีนโยบายใดๆที่ออกมาเพื่อควบคุมการใช้ยาเหล่านี้

1960 – 1990

หลักจากสิ้นสุดทศวรรษ 1950 ไม่นานก็มีประเด็นโต้เถียงเกิดขึ้น การใช้สารต้องห้ามอาจถูกคัดค้านได้ การเสียชีวิตของนักปั่นจักรยานชาวเดนมาร์กชื่อ เจนเซ่น กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงกันในเรื่องนี้

ในโอลิปิกปี 1960 ที่อิตาลี คนุตเยนเซ่น ได้เสียชีวิตลงระหว่างการแข่งโรดเรซซึ่งเป็นผลมากจาการใช้แอมเฟตามีน  เจนเซ่นเป็นนักปั่นสมัครเล่นที่ใช้แอมเฟตามีนตามคำแนะนำของนักปั่นอาชีพที่จากกลุ่มการฝึกซ้อมที่ประเทศเดนมาร์ก

ในช่วงต้นทศวรรษ 1960มีการบังคับใช้มาตรการอย่างแรกเนื่องมาจากการใช้สารต้องห้ามของนักปั่นจักรยานอาชีพ  แต่ในเวลานั้นยังมีความไม่แน่ชัดอยู่มากเกี่ยวกับผลเสียของสารต้องห้ามที่มีต่อสุขภาพ  ในปี 1964 การประชุม “International Seminar on Doping” ที่ประเทศเบลเยียม ซึ่งมีนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากเข้าร่วมประชุมด้วย มีข้อสรุปออกมาดังนี้

… “ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าการใช้สารกระตุ้นเช่นแอมเฟตามีนในปริมาณน้อย-กล่าวคือ 14 มก.ต่อน้ำหนักร่างกาย 70 กก. ดังที่บีชเชอร์ใช้ –มีผลเป็นพิษ เมื่อใช้ในการเล่นกีฬาอย่างหนัก”

Tom Simpson, 1967. Mont Ventoux
Knud Jensen, 1960 Rome, Italy

บทบาทของการกำกับดูแลทางการแพทย์แก่นักปั่นมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ  นั่นหมายความว่าการต่อสู้กับสารต้องห้าม การตรวจโรค การรักษาอาการบาดเจ็บ การจัดทำตารางฝึกซ้อมและคำแนะนำด้านโภชนาการ รวมถึงการทดสอบความพร้อมและสภาวะทางกายภาพจะถูกดำเนินการโดยแพทย์ทั้งหมด  และแพทย์ที่ได้เข้ามาอยู่ในวงการการปั่นจักรยานอาชีพก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน  พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการใช้สารต้องห้ามกันอย่างแพร่หลายรวมถึงผู้ดูแล (soigneurs) ที่เป็นผู้ให้ยา  ฌัคออกทิล ซึ่งเป็นผู้ชนะรายการ
ตูเดอฟรองซ์ห้าสมัยกล่าวว่า นักปั่นทุกคนใช้ยาเพื่อเพิ่มสมรรถภาพทั้งนั้นและพวกที่อ้างว่าไม่ได้ทำแบบนั้นคือคนโกหกแพทย์ชาวดัตช์เช่น เจ.โรลิงค์, เอ.โรเจน, พี.แวนเดสก์ ซึ่งอยู่ในวงการจักรยานมองว่าสารต้องห้ามเป็นเรื่องของคนที่ไม่เป็นมืออาชีพ  มันไม่ควรเป็นผู้ดูแลแต่ควรเป็นแพทย์ต่างหากที่ทำหน้าที่ให้ยา  แวน เดสก์ได้เขียนไว้ในปี 1960 ว่า:

“ภารกิจของแพทย์อย่างเราในปีที่จะถึงนี้คือต้องนำเอาหน้าที่การให้สารกระตุ้นออกจากมือของผู้ดูแลและผู้อื่นที่ไม่มีอำนาจ”

การเสียชีวิตของ ทอมซิมพ์สัน บนทางลาดเขามองต์วอนทูซ์  ในวันที่ 13 กรกฎาคม 1967  เนื่องจากอากาศร้อน ผนวกกับการออกแรงมาก แอลกอฮอล์ และการใช้สารต้องห้าม ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้กำหนดนโยบายจะมุ่งความสนใจมาที่การใช้สารต้องห้ามมากขึ้น

ตั้งแต่ปี 1965 UCI ได้ประกาศควบคุมสารต้องห้ามเป็นครั้งแรก

070-4

โลกของการปั่นจักรยานและสาธารณะชนทั่วไปยังคงมองว่าการใช้สารต้องห้ามไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร  แม้ว่านักปั่นหลายคน เช่น เอ็ดดี้แมร์กซ์, หลุยส์ โอกานยา, ดีดี ตูเรา และ โยบซูเตเมล์ค ถูกจับได้ว่าใช้สารกระตุ้น แต่ก็ควานเห็นของสาธารณะชนต่อเรื่องนี้กลับไม่รุนแรงเท่าไหร่นัก  มันถูกมองว่าเป็นการละเมิดกติกาและต้องได้รับการลงโทษก็จริง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นปัญหาที่กระทบต่อรากฐานของวงการกีฬา  ถ้าเทียบกับมาตรฐานปัจจุบันแล้วโทษในสมัยนั้นนับว่าเบามาก  เริ่มตั้งแต่การปรับเวลา 10 นาทีจนถึงการปรับให้เป็นที่สุดท้ายในการจัดอันดับเวลารวมหรือถูกลบชื่อออกจากผลการแข่งเท่านั้น

เทสโทสเตอโรน

ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรสังเคราะห์ (exogenous testosterone) สามารถตรวจพบได้แล้วในเวลานั้นโดยการหาค่าอัตราส่วน T/E ในปัสสาวะ ค่าดังกล่าวคืออัตราส่วนระหว่างเทสโทสเตอโรนกับเอพิเทสโทสเตอโรน(epitestosterone)  ถ้าไม่มีการฉีดหรือรับประทานเทสโทสเตอโรนเข้าไปอัตราส่วนนี้จะมีค่าเท่ากับ 1  หลังจากฉีดเทสโทสเตอรโรนหรือรับประทานยา 1โดส ตัวอย่างเช่นandriol1 ช้อน อัตราส่วนนี้อาจเพิ่มสูงได้มากกว่า 6 ได้ซึ่งหมายถึงผลตรวจสารกระตุ้นจะเป็นบวกเราพบว่าการรับประทาน andriol 1 ช้อนทันทีหลังจากการแข่งในเวลา 5 โมงเย็น ยังสามารถคำนวณค่า T/E ประมาณ 50 ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น  แต่ค่า T/E ที่คำนวณได้ตอน 5 โมงเย็นหลังจากการแข่งมีค่าอยู่ในระดับปกติเพียง 1 ถึง 2 เท่านั้นผลที่ตามมานั้นเดาได้ไม่ยาก  มีการใช้งาน andriolกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในระหว่างการแข่งแบบหลายวัน(stage race) เพื่อการฟื้นตัวที่ดีและรวดเร็วการใช้เทสโทสเตอโรนกลายเป็นกิจวัตรหลังจากการแข่งขันที่หนักหน่วงในแต่ละวัน เพราะนักกีฬาเชื่อว่ามันทำให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและทำให้พวกเขาแข็งแรงสดชื่นเพียงพอสำหรับการแข่งในวันถัดไป

070-5

เดคา ดูราโบลิน

สาร เดคา ดูราโบลิน ก็ถูกตรวจพบได้เป็นครั้งแรกในยุคนี้เหมือนกัน  ปัญหาก็คือวิธีการตรวจใช้ได้ผลดีมาก การใช้เดคาดูราโบลินจึงทำให้ผลตรวจปัสสาวะเป็นบวกไปนานหลายเดือนนักแข่งคนหนึ่งเตรียมตัวมาอย่างดีโดยการใช้เดคาดูราโบลินในช่วงฤดูหนาวปรากฏว่าการตรวจในเดือนสิงหาคมให้ผลเป็นบวก  เขาเข้าแข่งขันอย่างไม่ประสงค์ออกนามเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสารต้องห้ามแต่ก็ยังถูกสุ่มเลือก* ไปตรวจสารต้องห้ามอยู่ดี  และก็เป็นอย่างที่คาด หลังจากการสวนล้างกระเพาะปัสสาวะเขาก็สามารถเข้ารับการตรวจได้อย่างมั่นใจ

*นักปั่นทุกคนจะมีหมายเลข ถ้าจับได้หมายเลขใดนักปั่นคนนั้นต้องเข้ารับการตรวจสารต้องห้าม แต่ถ้านักปั่นคนใดสามารถทำผลงานได้ดีจนน่าแปลกใจก็จะถูกเลือกให้เข้ารับการจรวจสารต้องห้ามโดยปริยาย

คอร์ติโซน

มีการฉีดและรับประทานคอร์ติโซนกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ในยุคนี้  มันเป็นยาที่ใช้ในการแข่งแบบคลาสสิกช่วงฤดูใบไม้ผลิ  นักปั่นบางคนตอบสนองต่อยานี้ได้ดีและปั่นได้อย่างแข็งแรงเป็นพิเศษ ในขณะที่บางคนกลับรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากจนแทบจะปั่นตามกลุ่มหลักไม่ไหว  เมื่อใช้ยานี้แล้วห้ามหยุดยาเด็ดขาด  อย่างไรก็ตามคอร์ติโซนนั้นไม่สามารถตรวจพบได้  สิ่งที่ผมทำได้มากสุดคือทำให้การใช้ยานี้ถูกควบคุมเพื่อป้องไม่ให้การหลั่งสารคอร์ติซอลหยุดลงอย่างสิ้นเชิงฉะนั้นคุณต้องแน่ใจว่าไม่ใช้มันบ่อยจนเกินไปนะ  มีหลายครั้งที่ผมได้พบกับนักปั่นบางคนที่มีระดับคอร์ติซอลต่ำเกินไปจนกระทั่งถึง 0ในช่วงต้นๆของปี 1987 รวมถึงปี 2009 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่ผมอยู่กับ  Vacansoleil  ยา Kenacort A 40 และ Diprophosเป็นยี่ห้อที่ถูกนำมาใช้งานเป็นประจำ

การถ่ายเลือด

ยุคนี้ยังเป็นช่วงเวลาและจุดเริ่มต้นของการถ่ายเลือดโดยใช้เลือดของตัวเองเนื่องจากมีธนาคารเลือดเอกชนเกิดขึ้นซึ่งนักธุรกิจสามารถนำเลือดตนเองสักสามสี่ถุงไปแช่แข็งได้ เลือดเหล่านี้จะนำมาใช้หากมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาระหว่างการเดินทางไปทำธุรกิจในแอฟริกา   ถ้าพวกเขาต้องการถ่ายเลือดหรือการช่วยชีวิต เลือดจากประเทศเนเธอร์แลนด์จะบินตรงมาอย่างเร็วเพราะเลือดของคนท้องถิ่นในธนาคารเลือดแอฟริกันมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์แต่ทันใดนั้นการใช้วิธีถ่ายเลือดก็หยุดลงเพราะการเข้ามาของยาที่น่าประทับใจชนิดใหม่ซึ่งใช้ได้ง่ายกว่าการถ่ายเลือดที่ต้องลงแรงมากยาตัวนี้เปลี่ยนโฉมหน้าของการปั่นจักรยานจากหน้ามือเป็นหลังมือและยังคงพบเห็นผลของมันได้ถึงทุกวันนี้  ยานี้แสดงถึงความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของ UCI โดยเฉพาะอย่างยิ่งของประธาน ไฮน์แฟบรูฮานองค์กรต่อต้านสารต้องห้ามปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทจึงไม่สามารถตรวจพบสารนี้ได้  เหยื่อของมันก็คือนักปั่นผู้ไม่มีทางเลือก ถ้านักปั่นต้องการที่จะประกอบอาชีพของพวกเขาต่อไป ก็ต้องใช้ EPO

070-6

EPO หรือ ERYTHROPOIETINE

“การใช้สารต้องห้าม” เป็นคำที่ผิดเมื่อพูดถึงการใช้ EPO ซึ่งเป็นยาคุณภาพสูง  ในกรณีของการใช้สารต้องห้าม ผมจะคิดถึงผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

มีการใช้ EPO อย่างกว้างขวางมากในวงการกีฬาและไม่ใช่แค่วงการจักรยานเท่านั้น  ในเดือนมกราคม 1997UCI ได้ทำการตรวจเลือดเพื่อดูค่าฮีมาโทคริต  นักปั่นที่มีฮีมาโทคริตสูงกว่า 50 จะถูกห้ามลงแข่งเป็นเวลา 14 วัน  นั่นไม่ใช่โทษของการใช้สารต้องห้ามแต่เป็นมาตรการด้านสุขภาพ  นักปั่นที่มีค่าฮีมาโทคริตมากกว่า 50 มีความเสี่ยงต่อปัญหาทางด้านสุขภาพ  ความคิดเห็นเช่นนี้นี้ยังไม่สามารถทำให้สมบูรณ์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ที่จริงแล้วมาตรการนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อปกป้องนักปั่นหากแต่มีไว้เพื่อจำกัดไม่ให้ใช้EPOมากเกินไปหลังจากมีมาตรการนี้กลุ่มหลักทั้งกลุ่มเริ่มที่จะใช้ EPO จนกระทั่งถึงขีดจำกัดที่ 50 แต่ไม่เกินไปกว่านี้  ในปี 2000 ก่อนโอลิมปิกที่ซิดนีย์ การทดสอบเลือดและปัสสาวะถูกนำมาใช้ควบคู่กันเพื่อตรวจหา EPO  การทดสอบนี้ให้ผลดีขึ้นเรื่อยๆด้วยเหตุนี้การถ่ายเลือดจึงกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งหนึ่งเรื่องอื้อฉาวที่มีการเถียงกันอย่างหนักได้แก่  เหตุการณ์ที่เฟสตินา, เหตุการณ์ TVM, มาร์โก พานตินีผู้เจ้าน้ำตา, การตัดชื่อเอริคเดคเกอร์ออกหลังจากการแข่งชิงแชมป์โลกปี 1999ในเวโรนาและการโชว์โง่ของศาสตราจารย์โจมาร์กซ์เดคเกอร์ ที่ช่วยแก้ตัวให้จนไม่ต้องรับโทษ, การบริจาคเงินจำนวนมากจากแลนซ์ อาร์มสตรองให้แก่ UCI (หมายถึงให้ไฮน์ แฟบรูฮานน่ะ) รวมถึงการทำตัวเป็นมาเฟียของ UCI ที่ปกป้องนักปั่นหลายคนอย่างผิดๆ และนั่นทำให้ปัญหาการใช้สารต้องห้ามยังคงอยู่เรื่อยมา

Marco Pantani
Hein Verbruggen and lance Armnstrong

แอมเฟตามีน

ยังคงมีการใช้แอมเฟตามีนอยู่เป็นครั้งคราวในหมู่ของทีมงาน เนื่องจากพวกเขาต้องเดินทางเป็นเวลานานมากๆโดยไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่  ผมให้แอมเฟตามีนกับพวกเขา ดังนั้นผมจึงต้องหาคำอธิบายให้กับผู้ตรวจสอบสุขอนามัย (Inspector of Health) ชื่อของเขาคือพล็อกเกอร์ ถ้าผมจำไม่ผิด  เขารับฟังคำอธิบายของผม คำแนะนำเพียงอย่างเดียวของเขาคือให้เขียนใบสั่งยาให้ถูกต้องตามระเบียบสำหรับแอมเฟตามีน

นักปั่นบางคนใช้แอมเฟตามีนเพื่อให้ฝึกซ้อมได้ยาวนานและหนักหน่วง โดยเฉพาะในฤดูหนาวและช่วงต้นของฤดูหนาว เพื่อให้ทนต่อความหนาวและฝน

ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูสภาพร่างกาย (recovery products)

มันเป็นธรรมเนียมของทุกทีมและนักปั่นทุกคนที่จะต้องใช้ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูสภาพร่างกายต่างๆหลังจากการแข่ง  โดยปกติจะใช้วิธีการให้ผ่านสายน้ำเกลือหรือการฉีดเข้าเส้นเลือดดำ  รายชื่อของแหล่งที่มาที่ได้รับอนุญาตและถูกใช้งานอยู่ในเวลานั้นยาวจนไม่รู้จบในแต่ละประเทศที่จัดการแข่งขันจะมีร้านขายยาหลายแห่งที่เชี่ยวชาญด้านการใช้ยาเพื่อการปั่นจักรยานตั้งอยู่  ที่อยู่ของร้านขายยาพวกนี้ถูกแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มแพทย์ประจำทีมตอนนี้ “นโยบายไร้เข็ม” ของ UCI ห้ามให้ยาแก่นักกีฬาด้วยวิธีการฉีด มันเป็นกฎที่ตั้งขึ้นเพื่อกำจัดการใช้ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูสภาพร่างกาย  การจะฉีดยาทุกครั้งจะต้องมีการแจ้งล่วงหน้า หากไม่แจ้งจะมีผลเท่ากับการตรวจพบสารต้องห้ามเลยทีเดียวในปัจจุบันนักกีฬาที่รับยาฉีดโดยไม่ได้รับอนุญาตจะได้รับโทษห้ามแข่งขั้นต้นเป็นเวลาแปดวันโดยอัตโนมัติ  ผมไม่เข้าใจว่าทำไมแพทย์ประจำตัวนักปั่นถึงไม่ก่อม็อบใหญ่ๆเพื่อต่อต้านโทษแบนโง่ๆนี่

กระปุกยาสำหรับใช้ระหว่างการแข่ง

ระหว่างการแข่ง นักปั่นจะใช้กระปุกยาเล็กๆซึ่งประกอบด้วยยาเม็ดหลายชนิดเพื่อให้ซึมซับผลของความพยายามได้ดีขึ้นกระปุกหนึ่งใช้ตอนเริ่มแข่งส่วนกระปุกสุดท้ายจะใช้ก็ต่อเมื่อนักปั่นยังคงมีผลงานที่ดีอยู่

Left for the begin. Right for the final.
Medicines for the race

ปี 2016

มีการโด๊ปเชิงกลเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก  ฟามเคอ ฟาน เดน ดริชช์ ซึ่งเป็นนักปั่นจักรยาน cyclo-crosser ชาวเบลเยียมถูกจับได้ว่าใช้การโด๊ปเชิงกลระหว่างการแข่งชิงแชมป์โลก  เจ้าหน้าที่ UCI พบมอเตอร์ตัวเล็กๆซ่อนอยู่อย่างมิดชิดภายในจักรยานของเธอ 6 ปีผ่านไปหลังจากชัยชนะครั้งแรกซึ่งเป็นที่น่าจับตามองของ
ฟาเบียน คานเชลลารา ในรายการ ทัวร์ ออฟแฟลนเดอร์ และ ปารีส-รูเบซ์ในที่สุดก็ได้ข้อพิสูจน์ว่ามีการโด๊ปเชิงกลอยู่จริงๆ

070-11

เรื่องอื้อฉาวของการใช้สารต้องห้ามและการคอร์รัปชั่นในวงการกีฬาเพิ่มจำนวนมากขึ้นในแง่ของความร้ายแรงและขนาดของวิธีการโกงนั้น สมาคมกรีฑานานาชาติ(TheInternational Athletics Federation: IAAF)ก็ไล่ตาม UCI หรือ สหพันธ์จักรยานนานาชาติ (the Union CyclisteInternationale) มาติดๆลาไมน์ ไดแอด อายุ 82 ปีและเป็นผู้นำของเหล่านักกีฬามายาวนานถึง 16 ปี หลังจากที่เขาสละตำแหน่งประธานก็ปรากฏหลักฐานว่าชาวเซเนกัลคนนี้ได้ทำการทุจริตไปเท่าไหร่บ้างหนึ่งในนั้นคือการขโมยเงินหลายล้านยูโรจากการแบล็กเมล์นักกีฬาที่ถูกตรวจพบสารกระตุ้น

ไฮน์ แฟบรูฮาน ลาออกจากตำแหน่งประฐานของ UCI ในปี 2005  ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาทุจริตถึงแม้ว่าเขาจะได้รับเงินจำนวนมากจาก แลนซ์ อาร์มสตรอง ผู้ซึ่งได้รับการดูแลพิเศษเป็นสิ่งตอบแทน  นอกจากนี้ อาร์มตรองไม่เคยได้รับผลบวกในการตรวจสารต้องห้ามเลย  เขาและนักปั่นคนอื่นๆอีกหลายคนอยู่ในความคุ้มครองของแฟบรูฮานและ UCIนักปั่นเหล่านี้จะได้รับแจ้งล่วงหน้าหากมีการวางแผนจะตรวจสารต้องห้าม  แน่นอนว่าผลตรวจปัสสาวะที่เป็นบวกนั้นเป็นสิ่งที่น่าสงสัยอยู่แล้ว แต่ UCI ไม่กล้าที่จะลงโทษนักปั่นพวกนี้เพราะไม่อยากเสี่ยงที่จะแพ้คดีพร้อมถูกลงโทษให้จ่ายเงินค่าชดเชยจำนวนมหาศาล  ไม่นานมานี้ประเทศรัสเซียและนักกีฬาชาวรัสเซียถูกแบนจากการแข่งกีฬานานาชาติหลังจากได้รับรายงาน WADA ชิ้นหนึ่ง  เช่นเดียวกับ สหภาพนักกีฬารัสเซีย (the Russian Athletics Union)และ สถาบันต่อต้านสารต้องห้ามรัสเซีย (RussionAntidoping Institution)ก็เน่าเฟะไปถึงเนื้อในเช่นกัน

Vladimir Putin and his best friend Lamine Diack corrupt chairman of the IAAF.

สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ(FIFA)และ UEFA ซึ่งเป็นสาขาย่อยในยุโรป ภายใต้การนำของ เซพแบลตเลอร์ และ มิเชลพลาตินีรวมถึงขบวนอันยาวเหยียดของเหล่าผู้นำชั่วๆได้ฉ้อโกงคนทั้งโลกมาเป็นเวลาหลายปี รวมถึงนายวรวีร์ มะกูดี ประธานของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย (Thai Soccer Federation) ถูกคาดโทษแบนเพราะไปซื้อเสียงโหวตโดยแลกกับสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันเมื่อไม่นานมานี้

มีการค้นพบว่านักเทนนิสที่ไม่มีประวัติด่างพร้อยหลายคนพากัน ล้มเทนนิส กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และเจ้าหน้าที่ก็ยังมีส่วนรู้เห็นเหมือนเดิม  ดังนั้นผมขอทำนายว่าเรื่องยุ่งๆแบบนี้คงไม่มีวันจบลงอย่างแน่นอน