067-b EPO ใช้ได้ผล ตอนที่ 2

ประสบการณ์ส่วนตัวจากการเป็นแพทย์ประจำทีม

ในอาชีพการเป็นแพทย์ให้กับนักปั่นจักรยานมืออาชีพหลายๆทีม ผมจะต้องใช้งาน EPO แทบทุกวัน กลุ่มของนักปั่นที่ใช้ EPOไม่เคยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเพิ่มสมรรถนะในการปั่นโดยสารกระตุ้นเลือดตัวนี้เลย  การถ่ายเลือดจะให้ผลเช่นเดียวกับการใช้ EPO ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือการถ่ายเลือกจะให้ผลโดยตรงEPO จะให้ผลช้ากว่าและจะเริ่มทำงานในระหว่างการฉีด EPO  การถ่ายเลือดได้รับความนิยมขึ้นมาในตอนที่ EPO นั้นเริ่มจะถูกตรวจจับได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ  นักปั่นที่ใช้ EPO และการถ่ายเลือกอาจฝึกได้หนักกว่าปกติมาก แต่ข้อสำคัญคือหลังจากการฝึกซ้อมหนักๆหรือหลังการแข่งนักปั่นสามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้นและไวขึ้นมากโดยเฉพาะในการแข่งแบบหลายวัน (stage race) คุณสามารถสร้างความแตกต่างได้โดยใช้ EPO หลังจากสัปดาห์แรกของการแข่ง นักปั่นกลุ่มหลักทั้งกลุ่มรู้สึกเหนื่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่นักปั่นซึ่งใช้ EPO กลับรู้สึกกระฉับกระเฉง  ความแตกต่างที่ว่านั้นเป็นเรื่องใหญ่ มันสร้างความแตกต่างอย่างมากเพราะคุณอาจเหนื่อยจนแทบจะคลานเข้าเส้นชัยหรือว่าคุณยังคงกระชุ่มกระชวยและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณนักสู้เพื่อที่จะลุยกับการแข่งในวันถัดไปก็ได้

โลกของสถิติ

การทำลายสถิติไม่เคยโกหก  เอ็ดดี้ แมร์กซ์ ผู้เป็นนักปั่นยอดเยี่ยมตลอดกาล ได้ทำลายสถิติโลกในปี 1972 ที่สนามซึ่งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลในเมืองเม็กซิโกซิตี้  เขาทำระยะได้ทาง 49.431 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่าเจ้าของสถิติเดิมอย่าง โอล ริทเทอร์ อยู่ 778 เมตรที่ทำไว้ในปี 1968  หลังจากความสำเร็จดังกล่าว เมิร์กซ์กล่าวว่าเขาก็เคยทนอึดได้ขนาดนั้นอีกเลยตลอดระเวลาในอาชีพนักปั่นของเขา

มันใช้เวลาถึงปี 1984 ก่อนที่โมเซอร์จะสามารถทำลายสถิติของแมิร์กซ์ หลังจากโมเซอร์แล้ว ก็เป็น โอบรี, บอร์ดแมน, อินดูราอิน และ โรมิงเกอร์  บอร์ดแมนแตะสถิติโลกได้ในปี 1996 ที่สนามเมืองแมนเชสเตอร์ ด้วยระยะทางที่เหลือเชื่อถึง 56.375 กิโลเมตร

067b-1

ระหว่างปี 1937 ถึง ปี 1984 เป็นระยะเวลา 47 ปี  สถิติโลกถูกทำลายไปถึง 11 ครั้ง  และในช่วงปี 1993 ถึง 1996 ซึ่งเป็นยุคของ EPO สถิตินี้ถูกทำลายไปถึง 6 ครั้งด้วยกัน  เห็นได้ชัดว่า EPO และการถ่ายเลือดมีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว หลังจากความสำเร็จของบอร์ดแมนแล้วสถิติก็ไม่ได้ถูกทำลายอีกเลยเป็นระยะเวลานาน เหตุผลก็คือการตรวจสุขภาของ UCI ในปี 1997 มีการนำเลือดไปตรวจหาค่าฮีมาโทคริต  และนักปั่นที่มีค่าฮีมาโทคริตมากกว่า 50 จะไม่อนุญาตให้เริ่มแข่ง ซึ่งไม่ใช่เพราะว่าเป็นการตรวจพบสารต้องห้ามแต่เป็นเพราะสิ่งที่เรียกกันว่า “ความเสี่ยงต่อสุขภาพ”  ค่าฮีมาโทคริตสูงมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่ออาการหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองตีบ  แต่ในความเป็นจริงการคุมเข้มแบบนี้มีจุดประสงค์เพื่อจำกัดการใช้งาน EPOต่างหาก  เนื่องจากไม่สามารถใช้ EPO ได้อย่างอิสระอีกต่อไป ก็ไม่เคยมีใครพยายามจะทุบสถิติโลกอีกเลย

Aranesp
NeoRecormon

ประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะนักปั่น

ในช่วงที่ผมกำลังปั่นจักรยานอย่างจริงจังนั้น ผมได้ลองใช้ EPO สองครั้งด้วยกัน  ผมอยากจะได้รับรู้ว่า EPO ทำอะไรกับร่างกายของผม  ผลที่ได้รับช่างน่าตกใจ ผมมักจะฝึกซ้อมคนเดียวอยู่เสมอๆ โดยปั่นด้วยระยะทาง 106 กิโลเมตรต่อ 1 รอบเป็นปกติ  ผมมักจะปั่นแข่งกับเวลา (time trial) อยู่บ่อยๆ เพื่อเปรียบเทียบเวลากับการปั่นครั้งก่อนหน้า  เวลาที่ดีที่สุดของผมในขณะที่ไม่ใช้ EPO คือ 3 ชั่วโมง  15 นาที ถึง 3 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่งเวลา 3 ชั่วโมง 20 นาทีนั้นหมายถึงความเร็วเฉลี่ยจะเท่ากับ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ผมไม่สามารถไปเร็วกว่านี้ได้แล้วจริงๆ และส่วนใหญ่ในช่วง 15 ถึง 20 กิโลเมตรสุดท้าย ผมไม่สามารถรักษาความเร็วได้และเสียเวลาไปมากทีเดียว  ในระหว่างการรักษาด้วยEPO รวมถึงหลังจากหยุดการรักษาไปได้ไม่นาน ผมสามารถปั่นได้เร็วกว่า 3 ชั่วโมง  ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 2 ชั่วโมง 50 นาที  และสถิติของผมคือ 2 ชั่วโมง 39 นาที  เวลา 2 ชั่วโมง 50 นาทีหมายถึงความเร็วเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 37 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและเวลา 2 ชั่วโมง 39 นาทีหมายถึงความเร็วเฉลี่ยเท่ากับ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับผม นั่นเป็นหลักฐานที่แสดงถึงสรรพคุณในการเสริมสร้างสมรรถภาพของEPO ซึ่งไม่สามารถโต้แย้งได้

EPO ใช้ได้ผล

067b-4

หนังสือ

ดังนั้นผมจึงเขียนหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งครอบคลุมเนื้อหาทุกแง่มุมของการใช้ EPO  แรงจูงใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้มาจากเรื่องไร้สาระต่างๆที่ถูกเล่าต่อๆกันมาเกี่ยวกับการใช้ EPO หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยการศึกษาที่ชัดเจนสองสามชิ้นที่เกี่ยวกับความสามารถในการสร้างเสริสมรรถนะของ EPO ผมจะให้คุณดูสักสองตัวอย่าง

ผลจากการถ่ายเลือดที่มีต่อเวลาที่ใช้ในการวิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตร

การศึกษาครั้งนี้สนใจผลที่เกิดขึ้นหลังจากมีการให้เซลล์เม็ดเลือดแดงจำนวน 400 cc คืนแก่นักวิ่ง โดยวัด

  • เวลาที่ใช้ในการวิ่ง 10 กิโลเมตร
  • อัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่าระดับสูงสุด (sub maximal heart rate)
  • ฮีมาโทคริต

สำหรับนักวิ่งทางไกลชาย  6 คนจะถูกดูดเลือดออกไป 400 cc คนละสองครั้ง โดยเลือดเหล่านั้นจะถูกนำไปแช่แข็งไว้เพื่อใส่กลับเข้าไปในร่างกายอีกครั้งหนึ่งในเวลาต่อมา  เมื่อผ่านไป 11 สัปดาห์หลังจากการเก็บเลือดครั้งที่สอง  ให้ทำการวิ่ง 10 กิโลเมตร 3 ครั้งบนสนามยาว 400 เมตร

ครั้งที่ 1: จัดขึ้นก่อนใส่เลือดกลับเข้าไปในร่างกายของนักวิ่ง เพื่อหาเวลาเริ่มต้น

ครั้งที่ 2:  จัดขึ้นหลังจากให้น้ำเกลือนักวิ่งจำนวน 100cc โดยถือว่าเป็นการให้ยาหลอก

ครั้งที่ 3:  จัดขึ้นหลังจากการถ่ายเลือดของตนเองจำนวน 400 cc กลับเข้าไปในร่างกายของนักกีฬาผ่านทางสายน้ำเกลือและคาดหวังว่าจะทำให้เกิดสมรรถนะที่ดีขึ้นหลังจากให้เลือดกลับเข้าไปแล้ว

หลังจากให้เลือดคืนพบว่าค่า Ht สูงขึ้นชัดเจน  เวลาที่ใช้ในการวิ่ง 10 กิโลเมตรก็ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  ส่วนอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่าระดับสูงสุดก็เพิ่มขึ้น 10 ครั้งต่อนาทีโดยเฉลี่ย

สรุปผลการทดลอง

การเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เกิดขึ้นหลังจากการให้เลือด400ccคืนแก่นักวิ่งช่วยเพิ่มสมรรถนะในการวิ่ง 10 กิโลเมตรเนื่องจากมีการส่งผ่านออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อมากขึ้น

067b-5

หลักจากการให้เลือดคืน พบว่าค่า Ht สูงขึ้นมากกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ จาก 42 เป็น 47  ค่าเฉลี่ยของ Ht หลังจากให้เลือดคืนอยู่ที่ 47%   หลังจากการให้ยาหลอก ไม่มีการเพิ่มขึ้นของ Ht ที่ชัดเจน

เวลาที่ใช้หลังจากให้ยาหลอกไม่ได้ลดลง  หลังจากการให้เลือดคืน มีการให้วิ่งแข่งกันเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรซึ่งนักวิ่งทำเวลาได้เร็วขึ้น1 นาทีโดยเฉลี่ย  สรรพคุณในการเพิ่มสมรรถนะนี้ยังคงอยู่เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วันหลังจากการให้เลือดคืน

เช่นเดียวกัน ผลการเสริมสร้างสมรรถภาพจากการให้เลือดคืนยังคงมีอยู่หลังให้ยาหลอก โดยให้ในวันที่ 9 หลังจากให้เลือดคืน

ผลของการถ่ายเลือดที่มีต่อเวลาในการวิ่งระยะทาง 5 ไมล์

การให้เลือดคืนจำนวน 920 มล. ซึ่งเทียบเท่ากับน้ำเลือด 2 หน่วย หรือการให้เม็ดเลือดแดงเข้มข้น (packed cell) ในปริมาณที่เทียบเท่ากันแก่นักกีฬาที่มีปริมาณเลือด (blood volume) และฮีโมโกลบินปกติ จะเป็นเหตุให้ปริมาณเม็ดเลือดแดง (RBC) และฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้น ทำให้เวลาในการวิ่งระยะทาง 5 ไมล์บนลู่วิ่งสั้นลงอย่างมาก  แต่ถ้าให้เลือดคืนเพียงหนึ่งหน่วย (460 มล.) จะไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเรื่องของสมรรถนะ

ข้อสรุป: การให้เลือดคืนจะมีผลในการปรับปรุงสมรรถนะได้ก็ต่อเมื่อให้เลือดในปริมาณที่พอเพียงกลับคืนสู่ร่างกายเท่านั้น  น้ำเลือดจำนวน 920 มล. หรือเซลล์เม็ดเลือดแดงเข้มข้นในปริมาณเทียบเท่า (ซึ่งเท่ากับ 450 มล.) คือปริมาณเม็ดเลือดแดงขั้นต่ำที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการปรับปรุงสมรรถนะ

ตารางข้างต้นแสดงเวลาเฉลี่ยในการวิ่งของนักวิ่งกลุ่มหนึ่งที่วิ่งเป็นระยะทาง 5 ไมล์หลายรอบ พวกเขาวิ่งทั้งก่อนและหลังรับยาหลอก (น้ำเกลือในทางสรีรวิทยา) และก่อนและหลังการให้เม็ดเลือดแดงเข้มข้นที่เทียบเท่ากับน้ำเลือดปริมาณ 920 มล.คืนสู่ร่างกาย

เวลาถูกนำเสนอในลักษณะต่างๆ แบ่งออกเป็นเวลาที่ใช้ในแต่ละรอบ, เวลาไมล์ต่อไมล์, เวลาครึ่งทาง และเวลาทั้งหมด

เวลาในการวิ่งระยะทาง 5 ไมล์เร็วขึ้นราวๆ 50วินาทีหลังจากการให้เลือดคืน  และสังเกตได้ว่าสามารถลดเวลาได้มากที่สุดในช่วงครึ่งหลังของการแข่ง