067-a EPO ใช้ได้ผลจริงๆหรือไม่ ตอนที่ 1

ตอนที่ 1: บทความนี้เรียบเรียงมาจากบล็อกนักปั่นจักรยาน: Het is Koers

“แน่นอนว่า EPO นั้นได้ผล”  ทุกๆคนพูดอย่างนั้นโดยเฉพาะนักปั่นมืออาชีพที่โลดแล่นอยู่ในยุคของ EPO หรือ erythropoietin ช่วยเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดแดง (erythrocytes) จึงทำให้ความสามารถในการส่งผ่านออกซิเจนของเลือดเพิ่มขึ้นด้วยผลที่ตามก็คือออกซิเจนจำนวนมากขึ้นถูกส่งเข้าสู่กล้ามเนื้อ เป็นการปรับปรุงสมรรถภาพให้ดีขึ้นอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านไตคงจะมองผู้ถามด้วยสายตาแปลกๆเพราะคำตอบของคำถามนี้มีมาตั้งหลายปีแล้วใครที่ถามคำถามนี้แสดงว่าไม่ได้ตระหนักถึงสรรพคุณของ EPO เลยสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านไตEPO เป็นยาที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยโรคไตได้อย่างน่าอัศจรรย์ โชคไม่ดีที่ตัวยาสำคัญขนาดนี้กลับกลายมาเป็นที่รู้จักในฐานะของสารต้องห้ามทำให้มีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไตและนักโลหิตวิทยาไม่เคยเคลือบแคลงเกี่ยวกับสรรพคุณของ EPO เลยแม้แต่วินาทีเดียว

คำถามที่ว่า EPO จะใช้ได้ผลหรือไม่นั้นถือเป็นคำถามที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่  คำถามที่เราอยากจะตอบคือ “ EPO จะใช้ได้ผลกับนักกีฬาระดับหัวกะทิหรือไม่” ต่างหาก  มีงานวิจัยเพียงน้อยนิดที่ศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของ EPO ในนักกีฬาระดับหัวกะทิและนั่นเป็นปัญหาที่ต้องว่ากันต่อไปแต่คุณก็พูดไม่ได้ว่า“เพราะมีงานวิจัยที่ทำกับนักกีฬาชั้นยอดอยู่น้อย จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าEPO ใช้ไม่ได้ผล”

บราม โบรเวอร์ (1947) เป็นผู้ฝึกสอนการปั่นจักรยานและการเล่นสเกต และเป็นนักจิตวิทยาอุตสาหกรรมและจิตวิทยาองค์กร  หลังจากจบการศึกษาเขาได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้สารต้องห้ามในนักปั่นจักรยาน  เขาใช้ความขาดแคลนในงานวิจัยเกี่ยวสรรพคุณของEPO เพื่อกล่าวอ้างว่าตัวยานี้ไม่มีหรือมีสรรพคุณน้อยมาก  นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงที่ว่านักปั่นซึ่งถูกตรวจพบว่าใช้EPOมักจะปั่นอยู่“กลางกลุ่มหลัก”ยังช่วยยืนยันว่าตัวยามีสรรพคุณต่ำ  “ถ้านักปั่นที่ฝีมืองั้นๆใช้มันแล้วยังไม่สามารถแสดงฝีมือได้ดีกว่านักปั่นที่ขาวสะอาดละก็สรรพคุณของยาคงมีอยู่ไม่เท่าไหร่” โบรเวอร์กล่าว  เขายังกล่าวในงาน de Volkskrantของปี 2013ไว้ว่า “และสมมติฐานที่ว่า การมีออกซิเจนในกระแสเลือดมากขึ้นหมายถึงการปั่นได้เร็วขึ้น เป็นเรื่องโกหก ดังนั้นคุณจึงสามารถปั่นเร็วเท่าไหร่ก็ได้ตามที่คุณชอบในฐานะของนักปั่นเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ”

ความเห็นจาก ปีเตอร์ แจนส์เซ่น: ข้ออ้างทั้งหมดนี้ของโบรเวอร์ไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ และยังไร้สาระมากจนแทบจะไม่สามารถนำมาถกเถียงกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะได้ แต่เขากลับได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชลชาวดัชต์

นั่นเป็นวิธีคิดที่ผิดมหันต์ ประหนึ่งว่านักปั่นเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจต้องฝึกซ้อมหนักพอๆกับมืออาชีพอย่างนั้นแหละโบรเวอร์ยอมรับว่าความเร็วเฉลี่ยของกลุ่มหลักเพิ่มสูงขึ้น แต่เขาได้เห็นการเพิ่มขึ้นนี้ตั้งแต่ “ช่วงต้นของทศวรรษ 1980 ซึ่งยังไม่มี EPO”  เขายังอธิบายว่าการที่นักปั่นชาวอิตาลีมีอิทธิพลเหนือกว่านักปั่นชาติอื่นๆนั้นเกิดจากวิธีการฝึกที่ดีกว่าของคอนโคนี่และเฟอร์รารี่  บางทีเขาอาจไม่รู้ว่า EPO จำนวนมากถูกผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 1983 แล้ว และยังลืมไปอีกว่าการที่ฟรานเชสโก
โมเซอร์สามารถทำลายสถิติระยะทางการปั่นใน 1 ชั่วโมง (hour record) เดิมของ เอ็ดดี้ แมร์กซ์ ได้ในปี 1984 นั้น เขาผ่านการฝึกด้วยวิธีของฟรานเชสโก คอนโนนี่ซึ่งใช้การถ่ายเลือดอย่างเปิดเผย

067a-2

ด้วยข้ออ้างลักษณะนี้ของโบรเวอร์ เราจึงไม่สามารถให้ความกระจ่างกับกรณีเหล่านี้ได้  แม้ว่าจะมีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนระหว่างสรรถภาพของ มาร์โก ปานตานี่กับค่าฮีมาโทคริตที่สูงของเขาก็ตามแต่ก็ทำให้เราคืบหน้าไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น  เราจำเป็นต้องพึ่งพางานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระดับสูงมีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยเกี่ยวกับสรรพคุณของ EPO ในนักกีฬา แม้ว่ามันไม่ได้ทำการศึกษาในนักกีฬาระดับหัวกะทิก็ตาม ผมจะให้คุณดูสักสองงาน:

มีการศึกษาชิ้นหนึ่งจากประเทศนอร์เวย์ในปี 2000 ซึ่งสนใจในผลของ EPO ที่มีต่อนักปั่นทน (endurance cyclist)  การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบอำพรางสองฝ่าย (double-blind) และมีการใช้ยาหลอก (placebo-controlled) กล่าวคือทั้งตัวนักกีฬาและนักวิจัยไม่ทราบว่าใครจะได้รับ EPO จริงหรือใครจะได้รับยาหลอก  หลักจากให้ EPO ไปเป็นเวลา 4 สัปดาห์พบว่าค่า VO2max (ใช้วัดระดับสมรรถภาพทางกาย) เพิ่มขึ้นจาก 63.6 เป็น 68.1 (ดีขึ้น 7%)

อีกสิ่งหนึ่งน่าอ่านอย่างยิ่งคือเว็บไซต์ของ รอส ทักเกอร์ และ โจนาธาน ดูกัส (http://sportsscientists.com)พวกเขาทั้งคู่มีตำแหน่งเป็นนักสรีรวิทยาการออกกำลังกายอยู่ในแอฟริกาใต้  พวกเขาเชื่อในผลของ erythropoietin ที่มีต่อสรรถภาพของงนักกีฬาเช่นเดียวกับผม  พวกเขาไม่เพียงเป็นนักวิทยาศาสตร์เท่านั้นแต่ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ด้วย  สิ่งตีพิมพ์เกี่ยวกับเรื่องนี้จำนวน 37 ชิ้นถูกเผยแพร่อยู่บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือ PubMed ในนามของทักเกอร์

พวกเขาอ้างอิงการศึกษาอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2007 บน European Journal of Applied Physiologyนักปั่นจักรยานสมัครเล่นที่มีสุขภาพดี 16 คนถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม แปดคนแรกให้รับEPO เป็นเวลา 13 สัปดาห์ ส่วนแปดคนที่เหลือถูกฉีดยาหลอก  กำลังสูงสุดของกลุ่มที่รับEPO เพิ่มขึ้น 13% หลังผ่านไปสี่สัปดาห์ในขณะที่ระยะเวลาการออกกำลังกายจนหมดแรง (time to exhaustion) นานขึ้นถึง 54% จาก 22 นาทีเป็นมากกว่า 33 นาที ที่ 80% ของกำลังสูงสุด

เสียงวิพากษ์วิจารณ์หลักๆ ได้แก่ การศึกษาชิ้นนี้ไม่ใช้การอำพราง (นักกีฬาทราบว่าตัวเองจะได้รับ EPO หรือ ยาหลอก) และการศึกษานี้ไม่เกี่ยวข้องกับนักกีฬาอาชีพซึ่งผลที่ส่งถึงกำลังสูงสุดอาจจะน้อยกว่า

ในทางกลับกัน การยืดระยะเวลาการออกกำลังกายจนหมดแรง (time to exhaustion) ออกไปเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงความแตกต่างในสนามแข่งที่เป็นภูเขา  ในการศึกษาครั้งนี้ ระยะเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 54% ซึ่งถือเป็นการพัฒนาอย่างมากและเป็นการยืดระยะเวลาดังกล่าวออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น EPO ใช้ได้ผลในคนไข้, อาสาสมัครที่มีสุขภาพดี และ นักกีฬาที่ถูกฝึกมาอย่างดี  แต่สำหรับผลการเพิ่มสมรรถภาพ (performance-enhancing effect) ในนักปั่นระดับสูงยังคงได้รับข้อคิดเห็นที่ต่างออกไป  อย่าเพิ่งเชื่อใครทั้งนั้น แต่ถ้าคุณสามารถเลือกได้ระหว่างนักจิตวิทยาองค์กรและการงานผู้กล่าวอ้างอย่างไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์ กับนักสรีรวิทยาการออกำลังกายผู้มีแนวทางตามหลักวิทยาศาสตร์และผ่านการทำงานวิจัยมาอย่างช่ำชอง  สำหรับตัวผม มันเป็นคำถามที่ตอบได้ง่ายๆ