035 VINOKOUROV ขึ้นศาลเนื่องจากซื้อชัยชนะในการแข่งขัน LIEGE BASTOGNE LIEGE

โจทก์ชาวเบลเยี่ยมจะฟ้องร้องคุณ ประมาณ 5 ปีหลังได้รับชัยชนะที่ LBL มีการยอมรับว่าซื้อมาจากเพื่อนที่ทำระยะทิ้งห่างมาด้วยกันอย่าง  Alexander Kolobnev  โดยโดนปรับเป็นจำนวนเงินไม่มากไม่น้อยที่ 150,000 ยูโร ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 6 ล้านบาท หลักฐานนั้นชัดเจน เป็นสิ่งน่าประหลาดใจสำหรับนักปั่นมืออาชีพที่การกระทำเช่นนั้นสามารถเป็นที่ยอมรับได้  แต่ตั้งช่วงเริ่มการแข่งขันปั่นจักรยาน ประมาณช่วงปี 1850 การปั่นจักรยานเป็นกีฬาอาชีพที่ไม่ได้สู้กันเพื่อเกียรติแต่เพื่อเงิน ทำให้เกิดข้อตกลงมากมายที่ทำให้เงินมีบทบาทสำคัญ  สำหรับผมแล้วมันไม่ได้ดูสลักสำคัญอะไรหากคุณเป็นนักปั่นมืออาชีพ พวกเขาจะปั่นเพื่อเงินนั่นก็เพราะมันเป็นงานของเขา  มากไปกว่านั้นแล้ว การปั่นจักรยานไม่ใช่กีฬาสำหรับการเล่นคนเดียว เป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีม ถ้าเล่นคนเดียวคุณแทบจะไม่มีโอกาสชนะเลย  ดังนั้นหากคุณทิ้งห่างมากับเพื่อนนักปั่นอีกสองคน และต้องการเป็นแชมเปี้ยนระดับโลก คุณต้องการการสนับสนุนจากเพื่อนนักปั่นที่ทิ้งห่างมาด้วยกัน แต่แน่นอนว่าคุณก็ต้องไปแข่งขันกันอีกทีในการปั่นแข่งรอบสุดท้าย การต่อรองนั้นไม่ยั่งยืนเสมอไป ผู้ชนะจะต้องจ่ายและส่งสัญญาพยักหน้าให้กับเพื่อนนักปั่น แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับความร่วมมือ

Vinokourov เอาชนะในการแข่งขัน Liege Bastogne Liege

กลับมาที่ผู้ฟ้องร้อง เขากำลังมองหาแรงสนับสนุนและความสำเร็จจากการยกประเด็นนี้ขึ้นมาให้เป็นประเด็นสำคัญ จากนั้นกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปั่นจักรยาน จึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญ เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ดูสารคดีเกี่ยวกับเงินสกปรกในสวิตเซอร์แลนด์จากช่องโทรทัศน์เบลเยี่ยม เป็นเรื่องน่าตกใจแต่เท่าที่ผมเห็น ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอาการโต้ตอบอันใดออกมาเลยหลังรายการถ่ายทอด นั่นทำให้ยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก เป็นเรื่องเกี่ยวกับรายชื่อใน Falciani หรือเป็นที่รู้จักกันว่ารายชื่อ Lagarde (รายชื่อผู้หลบเลี่ยงภาษี)  ผู้เป่านกหวีด (ผู้ให้ข้อมูล) ที่ธนาคาร HSBC ที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์แสดงหลักฐานให้เห็นว่า ลูกค้ากว่าหนึ่งแสนรายจาก “ทั่วทั้งโลก” ได้ฝากเงินสกปรกของพวกเขาไว้ที่ธนาคารแห่งนี้ ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าจะเขียนอย่างไรดี แต่ถ้าหากนำเงินมารวมกันแล้วจะได้ประมาณ เจ็ดหมื่นแปดพันล้านปอนด์ เท่ากับ 78,000,000,000 ปอนด์ หนึ่งปอนด์ เท่ากับ 51.6 บาท ดังนั้น จำนวนเงินสกปรกทั้งหมดจะอยู่ที่ 4,024,800,000,000 บาท ลองคิดดูว่านี่เป็นแค่ตัวเลขจากธนาคารหนึ่งเท่านั้น คุณลองนึกดูสิว่าปัญหาทั้งโลกจะใหญ่แค่ไหน  นี่เป็นการทุจริตของพวกคนรวยที่มีธนาคารคอยคุ้มครอง (อำนาจของเงินตรา) มีตำรวจ เจ้าหน้าที่ภาษีและนักการเมืองคอยดูแล   และในรายชื่อดังกล่าวนี้ ที่ถูกส่งไปที่รัฐบาลเบลเยี่ยมและเจ้าหน้าที่ภาษี ไม่ต่ำกว่าสามพันรายเป็นชาวเบลเยี่ยม ทั้งทนายความ นักบัญชี บริษัทรับเหมาก่อสร้าง นักอุตสาหกรรม นักการเมือง พ่อค้าเพชรและอาชญากรมากมาย แต่ไม่มีนักปั่นจักรยาน  ดังนั้นการที่ผู้ฟ้องร้องจ้องเล่นงานนักปั่น อย่างในกรณีนี้คือ Vinokourov และKolobnev นั้นก็เป็นคำถามที่ผมไม่สามารถหาคำตอบได้  หรือจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ?

หรือว่าผู้ฟ้องร้องต้องการเรียกร้องความสนใจและความสำเร็จจอมปลอมเพราะเขารู้อยู่แล้วว่ากีฬาปั่นจักรยานอาชีพนั้นเป็นภาพล้อของ “สัมคมปกติ” ที่มีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีเกิดขึ้น  แต่ทั้งหมดก็เกิดขึ้นในกรอบที่เป็นระเบียบดี อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในการแข่งปั่นจักรยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องไม่ดี จะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษมากขึ้นหลายเท่าตัว เป็นแรงดึงดูดมหาศาล

ผมพนันว่าชาวเบลเยี่ยมหลายคนต่างรู้ถึงโทษที่ Vinokourov จะได้รับมากกว่ารู้จักรายชื่อใน Lagarde แต่ชาวเบลเยี่ยมน้อยคนนักจะรู้ความจริงที่ว่า ไม่มีผู้กระทำความผิดคนใดเลยใน 3,000 คนที่มีรายชื่อถูกเรียกขึ้นมาไต่สวนโดยคณะผู้พิพากษา

Aleksandr Vinokourov

ดูเหมือนว่าผู้ฟ้องร้องทราบดีว่าเขาไม่สามารถทำอะไรคนที่อยู่ในรายเชื่อเหล่านั้น ซึ่งเป็นผู้กระทำผิดทางเศรษฐกิจร้ายแรง ได้เลย  ความจริงที่ว่าไม่มีผู้จักการธนาคาร HSBC คนได้ถูกเรียกตัวมาไต่สวนโดยคณะผู้พิพากษา และไม่มีใครต้องไปชดใช้ความผิดในกรงขัง ก็บอกความจริงพวกเราได้มากเพียงพอแล้ว

น่าเสียดายที่ Vinokourov ไม่ได้บอกความจริงออกไปตรงๆ ว่า เขาได้จ่ายเงินให้กับ Kolobnev แลกกับความช่วยเหลือ และสิ่งเหล่านั้นมีมานานแล้ว เก่าแก่พอๆกับกีฬาปั่นจักรยานเองนั่นแหละ และมันจะไม่มีทางเปลี่ยนไป แต่ Vinokourov ก็ไม่ได้พูดออกไป ยิ่งมีคนสนใจคดีของเขามากขึ้นเท่าไหร่ ภาพลักษณ์ของเขาก็จะยิ่งถูกทำลายมากขึ้นเท่านั้น และเขาก็จะกลายเป็นอาชญากรไปชั่วชีวิต

แมลงวันมูลสัตว์

Paul Onkenhout นักข่าวจาก Volkskrant ได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์ของเขาในปี 1999 ว่า “นักข่าวชอบข่าวคาว เขายินดีทำข่าวใบแดงของ Kluivert การยั่วยุของ Staelens อาการไม่พอใจของ Seedorf และการเข้ามาข้องเกี่ยวอันน่าสงสัยของ Hiddink  ข่าวคาวเรื่องการใช้สารกระตุ้นแต่ละครั้งในทัวร์การแข่งขันนั้นเปรียบได้กับของขวัญ ยอดขายที่เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น ทั้งหมดก็เป็นเหตุเป็นผลกันดีว่าทำไมเหล่านักข่าวจึงต้องการเขียนข่าวเรื่องสารกระตุ้นและข่าวรอบนอกอื่นๆ ไปในทิศทางเดียวกัน”

หัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์กีฬา ต้องการให้นักข่าวของเขาเขียนข่าวเรื่องการใช้สารกระตุ้นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้

  • ถ้าหากเป็นประเด็นเรื่องสารกระตุ้นแล้วล่ะก็ ให้พูดประเด็นเรื่องการกระทำนี้เป็นอาชญากรรมเสมอ
  • การใช้สารกระตุ้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าพอใจ
  • การใช้สารกระตุ้นเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่เยาวชน
  • ให้เขียนสนับสนุนกีฬาที่ใสสะอาด
  • การต่อสู้การใช้สารกระตุ้นควรใช้วิธีการที่รุนแรงเด็ดขาด
  • เพื่อที่วันหนึ่ง การแข่งกีฬาทั้งหมดจะได้ใสสะอาด

หัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์กีฬา ตัดสินใจเรื่องมาตรการและแนวคิดเรื่องการใช้สารกระตุ้นไว้เรียบร้อยแล้ว มาตรการเหล่านี้จะคงอยู่เป็นเวลาหลายปี แนวคิดเรื่องการใช้สารกระตุ้นเองก็เช่นเดียวกัน นั่นหมายความว่า เหล่านักข่าวยังคงกระแสเรื่องการใช้สารกระตุ้นเอาไว้และไม่ต้องการทำลายภาพมายาคติเรื่องสารกระตุ้น การนำเสนอข่าวเช่นนี้ไม่มีอะไรนับว่าเป็นการเสนอข่าวอย่างยุติธรรมเลย ไม่มีอะไรมากไปกว่าทำเรื่องให้เป็นกระแส  สิ่งนี้จะไม่เปลี่ยนในอนาคตอันใกล้เพราะว่าเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นร้อนที่คนให้ความสนใจเยอะ  พวกนักหนังสือพิมพ์ไม่มีทางยอมตัดช่องทางทำมาหากิน ช่องทางรายได้ของตัวเองอย่างแน่นอน